ความจริงเรื่องไทใหญ่ "ประวัติศาสตร์ และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และความอยู่รอดในผืนแผ่นดินของตน" เชิญศึกษาได้ที่นี่                                                                                                                                                                                                                                                                  
  Taiyai.net

บันทึกส่วนตัวของเจ้าฟ้าสี่ป้อ ว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทยใหญ่ระหว่าง
ปี ..(1596-1985)

 
คำว่าฉาน-อาสัม – สยาม เป็นคำเดียวกัน แต่ต่างกันตามสำเนียงภาษาของชนชาติที่เรียกเรียก ตามหลักวิชาจัดว่า เป็นชนชาติและเผ่าพันธุ์ คือ ชนชาติเดียวกัน ความใกล้ ชิดระหว่างไทยใหญ่กับไทยน้อย Southern Shan state & Thailand จะเห็นได้จากการ ที่เจ้าราชบุตร หรือลูกหลานของเจ้าฟ้าเชียงตุง ส่วนมากจะเข้ารับการศึกษากันในกรุงเทพมหานคร ดังจะเห็นได้จาก บุคคลในสกุล ณ เชียงตุง ขุนศึกเม็งราย, หลายท่านที่เข้ารับราชการ สนองพระเดชพระคุณอยู่ในประเทศไทยพร้อมกับมีความสัมพันธ์ฉันญาติกับเจ้านายฝ่ายเหนือของไทยเหล่านี้เป็นคำยืนยันจากเจ้าเขมรัฐ

    ชาวไต หรือ ที่เรียกกันว่า ไทยใหญ่ มีประชากรจำนวนไม่น้อยกว่า 68-70 % มีอยู่ทั่วทุกทิศทุกแห่งของ รัฐฉาน ส่วนมากทำไรนา ปลูกพืชสวนเลี้ยงชีพ ชาวไตนอกจากในรัฐฉานแล้ว ยังมีในประเทศจีน อย่างเช่น ยูนาน กวางซี อาสัม ในประเทศอินเดีย ในประเทศ ไทย ลาว กัมพูชา ในประเทศเวียดนาม ตอนเหนือ คนไตก็ยังมีอยู่ทั่วไป ในสหภาพพม่า

ลักษณะการความเป็นอยู่ของชาวไต ชอบอยู่บนที่ราบสูง ตามธรรมชาติ อยู่ลุ่มแม่น้ำ ชอบอยู่อย่างสงบ อิสระไม่ชอบความรุนแรง มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ชอบเบียดเบียนใคร (แต่มักจะมีชนชาติอื่นรบกวน อยู่เสมอ จึงมีการยกย้ายถิ่นถานบ่อยครั้ง)

             ขนบทำเนียมของชนชาติไต
-ไท มีอยู่อย่างหนึ่ง คือมักใช้สถานที่อยู่หรือชื่อพ่วงท้ายคำว่า ไต-ไทย เสมอ เพื่อ บอกกลุ่มโคตรหรือสังคมของตน โดยที่ชนชาติไต-ไทนี้ ถนัดการเพาะปลุกทำนา, ทำการเษตร ชอบอาศัย อยู่ที่ริมแม่น้ำเป็นส่วนมาก คำพ่วงท้ายจึงมากจะเป็นชื่อของแม่น้ำเป็นส่วนมาก. ชนชาติไต-ไท มีหลัก แหล่งอยู่ในที่ต่าง ๆ ในแถบเอเซีย มีลักษณะคล้ายกันคือ ที่อยู่ริมแม่น้ำ มาวในรัฐฉานเรียกว่าไตมาว ที่อยู่ริมแม่น้ำขึน เรียกว่า ไตขึน ที่อยู่ริมแม่น้ำตุรุงปานีในรัฐอัสสัม เรียกไตตุรุงหรือไตรง ที่อยู่ลุ่มแม่แดง ตอนเหนือของเวียดนาม เรียกว่า ไตแดง บงครั้งเรียกตามสีของเครื่องแต่งกาย เช่น ไตที่อยู่ทางสิบสอง จุนไต-เดียนเบียนฟู ซึ่งชอบนุ่งห่มด้วยผ้าสีดำ เรียกว่าไตดำ ที่อยู่ทางเหนือขึ้นไปแถบเมืองไลชอบนุ่งห่ม ด้วยผ้าสีขาว เรียกว่าไตขาว

รัฐฉานเหนือที่มีเจ้าฟ้าปกครองคือ เมืองสีป๊อ, เมืองแสนหวีเหนือ, แสนหวีใต้ (เมืองใย๋), เมืองมีด, เมืองท่องแป่ง, เมืองเลิน, เมืองโกก้ง, ส่วนเมืองที่มีระดับเจ้าฟ้าน้อยปกครอง ซึ่งมีอำนาจ บารมี ไม่เท่าเจ้าฟ้า ซึ่งจัดให้ขึ้นต่อเจ้าฟ้า จะเรียกว่าเจ้าฟ้าเมืองหลวง เมืองเล็ก ๆ เหล่านี้ เช่น เมืองหนอง, เมืองสุ, เมืองดอยหลวง, เมืองหัวปง ฯลฯ

ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ระหว่างศตวรรษที่ 13 รัฐฉานหรือไทยใหญ่ทั้งหมดได้ถูกผนวกเป็นเมืองขึ้น ของพม่า แต่ชาวไทยใหญ่จะพยายามกู้ชาติกู้แผ่นดินของตนเองเรื่อยมา ปลดแอกจากพม่าผู้รุกรานชาว ไทยเป็นชนเชื่อสายเดียวกับไทยน้อยซึ่งเรียกตนเองว่า ไท หรือไต มีความหมายว่า อิสระ เสรี ชนชาติไต ตั้งภูมิลำเลนาและครอบครอง แผ่นดินทางภาคเหนือของพม่าปัจจุบัน ในมณทลอัสสัม ซึ่งเรียกอาณา จักรของตนว่า ไตอาหม ในปี พ.. 1229 มีอาณาเขตปกครองลงมาถึงไทสยามปัจจุบัน

คนไทยใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและใช้ชีวิตแบบชนบท นับถือศาสนาพุทธ มีลักษณะการแต่งกายที่เป็นแบบฉบับของตนเอง ผู้ชายจะสวมกางเกงหลวม ๆ ตามสบายแบบกางเกงจีนเรียกว่า ก๋นห่งโย่ง ส่วมเสื้อเรียกว่าเสื้อ ส่วนมากทำด้วยผ้าที่ทอจากกุ๋ย สำลี(ไทยใหญ่เรียกว่าผ้าหวั้น หือผ้าฝ้าย) สวมผ้าโพกหัว ซึ่งไตเรียกว่า เคนหัว) และชอบสวมใส่หมวกที่ทำจากกาบไม้ไผ่ (ไทยใหญ่เรียกว่ากุ๊บกาบหรือกุ๊บไต บางภาคก็สวมใส่กุ๊บเพิงคือหมวกทำด้วยฟาง) เป็นบทอดวัฒนธรรมกันมา

           อุปนิสัยใจคอของชาวไทยใหญ่
คนไทยใหญ่ เป็นผู้ที่มีน้ำใจโอบอ้อมอารีเป็นมิตรกับทุกคน ในรัฐฉานเองนั้น ใช่ว่าจะมีเฉพาะชาวไทยใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีชาติเล็ก ๆ และชนเผ่าอื่น ๆ รวมอยู่ด้วยส่วนมากจะเป็นชนเผ่าทิเบต-พม่า และกลุ่มชน ชาติมอญ-เขมร และชาวปะหล่อง ชาวปะต่อง ซึ่งจะมีตามเขตแดนกะเหรี่ยงแดง กับรัฐฉาน พวกนี้สังเกตได้ง่ายคือ ผู้หญิงจะสวมปลอกคอทองเหลืองเรียงตามลำคอ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่า กะเกรี่ยงคอยาว คือยาวเหมือนคอยีราฟ ความจริงแล้วพวกปะต่องนี้ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกันกับกระเหรี่ยง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของ ธิเบต –พม่า พวกปะหล่องอยู่ในตระกูลมอญและเขมร เช่นเดียวกับพวกว้า ซึ่งจะพบในรัฐภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองท่องแป่ง พวกนี้ สตรีจะสวมเสื้อสีน้ำเงิน กระโปรงและสนับแข้ง Gaiters มีปลอกห่วงคอสีแดงพร้อมห่วงข้อมือหรือสร้อยข้อมือ พวอินถา intha เป็นพวกที่ใช้เท้าแจวเรือซึ่งจะพบอยู่ตามชายฝั่งทะเลสาบอินเล Inlay lake ชาวไทยใหญ่เรียกว่า (หนองฮายหญ้า) พวกนี้มีเชื้อสายพม่า และเผ่าพันธุ์ไทย –จีน { Tai - Chinese} กลุ่มอื่นๆที่อยู่ในรัฐฉานก็มี ตองซู่ หรือปะโอ {pao taungthus} สังเกตง่ายจากการแต่งกายผู้หญิงจะสวมเสื้อและผ้าเคียนหังสีดำพร้อมเครื่องแต่งกายประดับเป็นเครื่องเงินหลังจากพระเจ้ากุบลายข่านแห่งมองโกล มาโจมตีอาณาจักรไตหนองแสน่านเจ้าพังทลายลงใน ค.. 1596 ปี ค.. 600-1942 ชาวไตก็ถอยหนีอพยพลงมาทางใต้ได้สร้างนครหลวงขึ้นใหม่อีกที่เมืองมาวหลวงซึ่งอยู่ในทิศตะวันออกของนครหนองแส ชาวไตได้อยู่กินกันอย่างสงบสุข อิสระเสรีเป็นเอกภาพอันหนึ่งอันเดียวเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ตั้งแต่ ค..600 เป็นต้นมา จนถึง ค.. 1604 จึงเสื่อมโทรมลงในสมัยเจ้าพ่ออินเนื่องจากชาวจีนบุกลงมาแย่งที่ดินทำมาหากินอันอุดมสมบูรณ์ของชนชาติไตอำนาจการปกครองของเมืองมาวหลวงในสมัยนั้น ได้ครอบงำไปถึง เมืองอาสัม, เมืองเวสาลียะ,ไข่, เมืองอาวะ, เมืองศึกไถ, เมืองปวงยะ และเมืองแปร (สเรเขตตรา) ด้านตะวันออก ปกครองไปจนถึงนครหนองแส, น่านเจ้า, ยูนาน, สิบสองปันนา, ล้านช้าง เป็นต้น หลังจากพระมหากษัตริย์เมืองมาวหลวงสิ้นสันตติวงศ์แล้ว เจ้าฟ้าไตทั้งหลายทุกหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างก็พากันปกครองบ้านเมืองของตนเอง แล้วรวมกันตั้งสหรัฐไตขึ้นปกครองดูแล กันตลอดมาบางครั้ง กษัตริย์พม่า เป็นต้นว่า บะยิ่นหน่อง, อะลองพญา (อ่องเชยะ) เจ้าช้างเผือก (ฉิ่นผิ่วฉีน) ได้แผ่อำนาจถึงสหรัฐไตเป็นช่วงเป็นสมัย ได้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชนชาติไต กษัตริย์พม่าจะมีอำนาจอิทธิพลมหาศาล ขนาดไหนก็ตาม เจ้าฟ้าไตทั้งหลายก็พร้อมกันต่อต้านปฏิวัติพม่าอยู่เป็นนิจเสมอมา แต่เนื่องจากเจ้าฟ้าไทยใหญ่ขาดสามัคคีกัน ไม่เป็นหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เป็นปึกแผ่นแน่นเหนียว การต่อสู้กับพม่าจึง ไม่ประสบ ความสำเร็จและเป็นศึกยืดเยื้อกันมาเป็นเวลาอันยาวนาน

        โดยเหตุที่คนไตไม่สามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จึงทำให้พม่าขู่บังคับเกณฑ์เอาคนไตเป็นทหารไปรบกับคนไตใหญ่ในเมืองสุโขทัย
, เชียงใหม่, สิบสองปันนา, ล้านช้าง, อโธยา จนทำให้คนไต (ไทย) ด้วยกันล้มตายเป็นจำนวนมากมายก่ายกอง และใน ค.. 1766-69 เจ้าฟ้าไต พร้อมด้วยทหารของชาวไตได้ล้มตายเป็นจำนวนมากในสมรภูมิสู้รบ ที่ชาวไตเราไปช่วยพม่ารบกับจีน ทหารกล้าหาญของชาวไตได้ล้มตายเป็นจำนวนมากกว่าแสนคนที่เดียว

ต่อมาใน ค.. 1850 ชาวไตได้รวมตัวกันกู้ชาติบ้านเมืองจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง สมัยเมืองไตเก้าฮายหอ

และใน ค.. 1870 จ้าวขุนส่างต้นฮุง เมืองแสนหวีใต้ได้นำทหารชาวไตขับไล่พม่าออกจากผืนแผ่นดินแสนหวีได้สำเร็จ

ใน ค.. 1881 เจ้ากองไต เจ้าฟ้าเชียงตุง ได้นำกำลังทหารกล้าหาญจากเชียงตุงขับไล่อิทธิพลของพม่าออกจากแคว้นเชียงตุงหมดสิ้น

ใน ค.. 1882 เจ้าขุนแสง เจ้าฟ้าหลวงเมืองสี่ป้อได้นำกำลังทหารไต ขับไล่อิทธิพลของพม่าออกจากแผ่นดินสี่ป้อจนสำเร็จ

เจ้าขุนกี่ เจ้าฟ้าหลวงเมืองนาย, เจ้าฟ้าหลวงเมืองลอกจอก, เจ้าไก่หล่าน เจ้าฟ้าหลวงเมืองหมอกใหม่, เจ้าชิดจุ เจ้าฟ้าหลวงเมืองหย่องห่วย, เจ้าขุนทีเจ้าฟ้าหลวงเมืองป๋อน ได้นำกำลังทหาร ไต (ไทยใหญ่)ขับไล่ๆโจมตีทหารพม่าให้หนีออกจากผืนแผ่นดินไตได้สำเร็จ แล้วปลดตำแหน่งกษัตริย์เจ้าสี่ป้อ จากนั่นก็ได้ยกย่องเอาเจ้าแลงป่าหลานชายของเจ้ามังตุย อดีตกษัตริย์พม่าขึ้นเป็นกษัตริย์พม่าแทน

เรื่องที่กล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า ก่อนอังกฤษจะเข้าครองพม่านั้น ไตได้มีอธิปไตเหนือแผ่นดินของตนอย่างแน่นอนชัดแจ้งอยู่แล้ว ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ว่าผืนแผ่นดินไตถูกพม่าครอบครอง หลังจากอังกฤษยึดแผ่นดินของในปี ค.. 1885 ต่อมาในปี ค.. 1887 นั้น อังกฤษก็ได้ขึ้นมามีอำนาจเหนือแผ่นดินไตและในตอนนั้น อาณาจักรไตก็ได้ขับไล่อำนาจของพม่าออกจากแผ่นดินไตนานได้ถึง 5 ปี มีบันทึกและหลักฐานอย่างชัดแจ้งแต่ไม่มีใคร เขียนเผยแพร่ให้โลกได้รับรู้

วันที่อังกฤษเข้ามาถึงเมืองไตครั้งแรกนั้นได้ประกาศว่า “จะรับรองเอกราชและอธิปไตยของอาณาจักรไตเรา และเจ้าฟ้าไททุกรัฐด้วย” เจ้าฟ้าไตก็ทำสนธิสัญญาแล้วรับมอบสุวรรณฉัตรจากจักรพรรดิอังกฤษ เพื่อให้แผ่ร่มเงาถึงอาณาจักรไตด้วย

ปี ค.. 1920 อังกฤษได้วางแผนแบ่งแยกดินของไตบางส่วน (แบ่งแยกแล้วปกครอง) เช่น เมืองคำทีหลวง, เมืองคำทีน้อย และเมืองสองสบแล้วเอาผนวกเข้าอยู่กับเมืองพม่า ส่วนเมืองยางหลวงและเมืองก๋องนั้นพม่าก็ได้ผนวกเข้าอยู่ในเขตของพม่าตั้งแต่สมัยของเจ้าไผ่ต่อง คนไตต่างมองดูการกระทำของอังกฤษและพม่าด้วยหัวใจหดหู่

ในปี ค.. 1922 อังกฤษได้ยกเอาหัวเมืองของเจ้าฟ้าไตรวมเข้าด้วยกันแล้วเรียกชื่อใหม่ว่าสหพันธรัฐไต (FEDERATED SHAN STATES) แล้วให้อยู่ภายใต้การปกครองของผู้ว่าราชการเมืองพม่า { GOVERNOR OF BURMA } ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่อังกฤษ ถึงกระนั้นก็ตาม พม่าก็ไม่เคยถือว่าสหพันธรัฐไตอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์

การที่อังกฤษได้กระทำไปเช่นนั้นจึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามข้อตกลงกับเจ้าฟ้าไตทั้งมวลเมื่อปี ค.. 1888 ดังนั้นต่อมาเจ้าฟ้าไตแต่งสหพันธรัฐไตได้เข้าเข้าร่วมลงนามเพื่อคัดค้านการละเมิดสัญญาของอังกฤษคือ
                     1. เจ้าอุ่งจ่า เจ้าฟ้าหลวงเมืองสีป้อ
                     2.
เจ้ากองไต เจ้าฟ้าหลวงเชียงตุง
                     3.
เจ้าส่วยไต เจ้าฟ้าหลวงหย่องห่วย (ประธานาธิบดีคนแรกของสหภาพพม่า)
                     4.
เจ้าห่มฟ้า เจ้าฟ้าหลวงแสนหวี
                     5.
เจ้าชิ่นหม่อง เจ้าฟ้าหลวงเมืองมีด

ในปี ค.. 1930 เจ้าฟ้าไต 5 ท่านนี้ ได้ร่วมมือกันทักท้วง ในกรณีที่อังกฤษ ดึงเอาสหพันธรัฐไต เข้าไปผนวกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าโดยพลการ, จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้ลุกลามเข้าไปถึงเมืองพม่าแล้วใน ค.. 1942 พม่าก็ยังไม่ถือว่าสหพันธรัฐไตเป็นส่วนหนึ่งของเมืองพม่า เนื่องจากเจ้าฟ้าไตทั้งหลายพากันคัดค้านและต่อด้านการกระทำของอังกฤษอย่างแบ็งแกร่งตลอดมา ฝ่ายอังกฤษก็ไม่ดำเนินการอย่างไร มีแต่พูดว่า “ ถ้าหากว่าอังกฤษมอบอำนาจการปกครองขึ้นตรงกับพม่าก็ตาม จะไม่ทำให้สหพันธรัฐไตและเมืองสันเขา {FRONTIER AREAS} ต่ำต้อยล้าสมัยเป็นเด็ดขาด” เป็นคำกล่าวที่ดูออกจะง่ายเกินไป

สมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้นรัฐบาลทหารของญี่ปุ่น ได้ตัดเอาแคว้นเชียงตุงและเมืองปั่นออกจากสหพันธรัฐไตแลัวมอบให้แก่รัฐบาลไทย (ไทยน้อย หรือ ไทยสยาม)ปกครองและได้แบ่งเอาสหพันธรัฐไตภาคเหนือและภาคใต้ด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวินทั้งหมดมอบให้รัฐบาลพม่าปกครอง ในสมัย ดร. ป๊ะหม่อ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามสัญญาลับที่เมืองไตโจในขณะนี้

รัฐบาลของ ดร. ป๊ะหม่อ เป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้อำนาจของทหารญี่ปุ่นทั้งหมด แสถานการณ์จะเป็นไปในรูปนี้แล้วก็ตาม ทหารญี่ปุ่นก็ไม่อยญาตให้พม่านำเอากองกำลังทหารพม่าเข้าตั้งฐานมั่นอยู่ในแผ่นดินไตได้ เรื่องนี้จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า สหพันธรัฐไตนี้ ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเมืองพม่าเลยแม้แต่นิดเดียวความเป็นเอกราชและอธิปไตยยังคงมีอยู่สมบูรณ์ เพียงระบบการปกครองของไตเป็นไปในรูปแบบ ของเจ้าครองนครเท่านั้น หลังสมครามโลกครั้งที่สองสงบลงแล้ว เนื่องจากคำประกาศของกฏบัตรแอตแลนติกได้เริ่มขึ้นฝ่ายอังกฤษก็มีกำลังอ่อนแอลงกำลังทหารทุกด้านก็ไม่สามารถที่จะปกครองและ คุมสถาน การณ์ได้ อังกฤษจึงถอนกำลังออกจากอินเดียและพม่าทันที เมื่อเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น ฝ่ายอังกฤษ ก็ไปเจรจากับกลุ่มต่อต้านเผด็จการเพื่อประชาชนอิสระ (พะซะป๊ะละ) ซึ่งเป็นกลุ่มของนายซานุ ซึ่งเป็นผู้นำอยู่ในขณะนั้น เพื่อมอบอำนาจการปกครองให้แก่ชนชาติพม่าต่อไป อ่องซานจึงได้เดินทางไปถึงกรุงลอนดอน แล้วเซ็นสัญญากับรัฐบาลอังกฤษชื่อสัญญาฉบับนี้เรียกว่า แอตลี (ATLEE) ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า

“การที่จะผนวกเอาสหพันธรัฐไตและเมืองสันเขาเข้ารวมกันกับเมืองพม่านั้นจะต้องขอมติจากชนชาติเหล่านั้นเสียก่อนจึงจะกระทำได้ และการที่จะเอารวมกันก็ดี ก็จะต้องให้รัฐบาลอังกฤษและผู้แทนของรัฐบาลพม่ายินยอมเสียก่อนด้วย”

ตามข้อเท็จจริงแล้วหนังสือสัญญาฉบับนี้ไม่ได้ขอมติจากชาวไตและเมืองสันเขาเลย แต่บุคคลเหล่านั้นไปแอบทำกันเองที่กรุงลอนดอน ชาวไทยใหญ่ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้ เพราะสหพันธรัฐไตไม่เคยเป็นเมืองขึ้นหรือขี้ข้าของพม่า ไตหรือ ฉานสเตท เป็นเพียงเมือง หรือดินแดนที่อยู่ในความอารักขาของอังกฤษเท่านั้น เรื่องนี้รัฐบาลอังกฤษย่อมรู้ดีอยู่ “เจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษไม่มีคำสัตย์ แล้วยังละทิ้งหน้าที่ที่รับผิดชอบ ที่รับมอบหมายไว้เหล่านั้นหมดสิ้น” นี้ เป็นข้อความตอนหนึ่งซึ่งเป็นบทวิจารณ์ของอังกฤษ สงครามโลกครั้งที่สองที่ชื่อว่า วินสตั่น เชอร์ชิลล์ ท่านผู้อ่านที่รัก…เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้นมันเป็นความอยุติธรรมที่สุดที่มีต่อชาวไตเป็นเส้นทางที่ปูลาดไว้ให้สหพันธรัฐไตเป็นแผ่นดินของพม่า ชาวไตจึงได้กลายเป็นขี้ข้าพม่าไป โดยปริยาย และทำให้ชาวไตไม่มีอำนาจ และสิทธิตัดสินใจตนเองเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเป็นต้นมา

1. เจ้าจ่ามทูน เจ้าฟ้าหลวงเมืองป๋อน

2. เจ้าส่วยไต เจ้าฟ้าหลวงหย่องห่วย

3. เจ้าขุนที เจ้าฟ้าหลวงเมืองสะดุง

เจ้าฟ้าทั้งสามท่านนี้ได้ออกเดินทางลาดตระเวณไปปลุกระดมรวบรวมผู้รักชาติในสหพันธรัฐไตพร้อมด้วยผู้นำของเมืองกะฉิ่น, เมืองฮั่น, เพื่อร่วมกันต่อต้านการกระทำของอังกฤษ จนกระทั่งได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ทำให้กลุ่มพะซะป๊ะละ ยินยอมเจรจากับผู้นำสหพันธรัฐไตและเมืองสันเขา ให้มีสิทธิเท่าเทียมกันต่อไป

                                      เหตุเกิดที่ สัญญาป๋างโหลง และการตื่นตัวขึ้นต่อสู้ของกลุ่มชาติต่าง ๆ

                ในปี ค.. 1947 วันที่ 7 เดือนกุมภาพันธ์ นั้น จึงมีการประชุมกันขึ้นที่ป๋างโหลงแล้วทำสนธิสัญญาป๋างโหลง ซึ่งรับรองว่า

“เมืองไต, เมืองขาง, เมืองชางนี้ จักต้องร่วมมือกันกับพม่าแล้วต่อต้านเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราช รับรองว่าอำนาจการเมืองที่รัฐบาลไตมีไว้นั้น ต้องสืบทอดให้คงมีไว้ดั่งเดิมและแข็งแกร่งมั่นคงสืบต่อไป”

ในปี ค.. 1947 นั้นเช่นกัน ผู้แทนของประชาชนเมืองพม่า, เมืองไต, เมืองยางแดง เมืองขาง, เมืองชาง, เมืองยางขาว ก็ได้ร่วมกันเข้าร่วมประชุมกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ รับรองเอารัฐธรรมนูนของสหภาพพม่า ในวนที่ 4 มกราคม ค.. 1948 (ถือเป็นวันชาติพม่า ในเวลาต่อมา)

หลังจากนั้นไม่นานสหภาพพม่าก็พบกับเหตุการณ์อันรุนแรงของศึกคอมมิวนิสต์พม่า ทหารธงขาว, ทหารพม่าบางกลุ่ม, กระเหรี่ยงเคเอ็นดีโอ และกลุ่มหน่อแสง ได้ลุกฮือทำการจราจลขึ้น จึงทำให้รัฐบาลร่างกุ้งของอูนุ พระซะป๊ะละเกือบจะพังพินาศลง แต่ว่าเนื่องจากผู้นำของไตเรา กะฉิ่น, ฮั่น, ยางแดง, (กะเหรี่ยงแดง หรือคะยา) ยังเคารพนับถือต่อสนธิสัญญาปางโหลงอยู่อย่างมั่นคง และรู้จักหน้าที่รับผิดชอบปกป้องรักษาสหภาพและมีอำนาจการปกครองบ้านเมืองอยู่ได้ ทำให้พม่าอยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้ เพราะผู้นำไตยึดถือ สัจจะวาจา ที่มีอยู่ในสัญญา ป๋างโหลง

ในการนี้ ต้องขอย้อนความหลัง หรือท้าวความทวงบุญคุณพม่าว่า เหล่าทหารไต,กะฉิ่น ,ฮั่น ,ยางแดง ได้เสียสละเลือดเนื้อสู้รบต่อต้านผู้ก่อการร้ายที่จับอาวุธซึ่งจำนวนมากมายเหล่านั้นจนสงบราบคาบ สหภาพก็ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขมาตลอด นี่คือสัจจะวาจาที่คนไตรักษาไว้ตามสัญญาปางโหลง เพราะมีความเชื่อมั่นว่าพม่าจะรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ เมื่อกำลังของผู้ก่อการร้ายสงบลงแล้วเกิดมีเหตุการณ์ที่กองกำลังของกองทัพจีนก๊กมินตั๋ง (KMT) แตกทัพหนีจากแผ่นดินใหญ่ลงมาก่อกวนความสงบสุขของสหภาพพม่าอย่างถาวรในเมืองไต (รัฐฉาน) และรีดนาทาเร้นต่าง ๆ นา ๆ และยิ่งบีบคับข่มขู่รัฐบาลไตที่มีสำนักงานอยู่ที่เมืองหลวงตองกีตลอดเวลาด้วย

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจะต้องสั่งสอนให้ลูกหลานไตว่า สหพันธรัฐไตเราตกเป็นเมืองขี้ข้าของกองทัพพม่าไปโดยปริยาย รัฐบาลไตเราไม่มีอำนาจที่จะพูดจาต่อรองกับพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อสถานการณ์ของบ้านเมืองยุ่งเหยิงวุ่นวายแรงมาเรื่อย ๆ ตามลำดับ คณะรัฐบาลไตหรือไทยใหญ่ ซึ่งมีเจ้าขุนเจียว เจ้าฟ้าหลวงเมืองมีดเป็นผู้นำอยู่ขณะนั้น ตื่นเต้นตกใจต่อสถานการณ์เป็นอย่างมาก ในขณะนั้นซึ่งมีอูนุเป็นหัวหน้าอยู่มาทบทวนแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหภาพเสียใหม่เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นสหพันธรัฐโดยสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุการณ์นี้ ในวันที่ 2 มีนาคม ค.. 1962 เป็นวันที่ผู้นำกลุ่มไตเรา ,กะฉิ่น,ฮั่น,ยางขาว,ยางแดง,มอญ,ยะไข่ ได้ชุมนุมกันอยู่ที่ร่างกุ้ง พอดีนายพลเนวินกับทหารพม่ากลุ่มหนึ่งได้ทำการเข้ายึดอำนาจการปกครองและจับกุมผู้บริหารสหภาพทันที นอกจากนั้น นักการเมืองในเมืองไตก็ถูกจับกุมทั้งหมด ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็ถูกจับกุมด้วยหลายคน การกระทำของนายพลเนวินกับพวกในครั้งนั้นแสดงให้เห็นว่า ตัวนายพลเนวินเองกับพวกเขา ๆ จงใจที่จะกำจัดหัวหน้าของชนชาติไตเราให้หมดสิ้นไปจากอำนาจในทางการเมือง ตัวพลเอกเนวินเองกับพวกทหารของเขา จงใจทำลายสนธิสัญญาปางโหลง และละเมิดรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าเมืองไตเราเป็นเมืองที่มีเอกราชอยู่ก็จริง แต่ขาดผู้นำของชาติบ้านเมืองไป เพราะส่วนมากถูกฆาตกรรม ไตเราถูกทหารพม่าของเนวินกดขี่ข่มเหงรีดนาทาเร้นอยู่ตลอดมาจวบจนทุกวันนี้

จากการที่ไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งและกลุ่มผู้รักชาติของไตหรือกู้ชาติไตก็ถูกเล่ห์เลี่ยมทางการเมือง เข้าก่อกวนจึงเกิดการทะเลาะเบาะแว้งแตกแยกออกเป็นหลายกลุ่มหลายพวก เพื่อสร้างอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน องค์การสหประชาชาติก็ไม่สนใจใยดีต่อสภาพความเป็นอยู่ของไตเราเลย ที่ถูกอำนาจเถื่อนรุกรานไตเราอยู่ได้ถึงปานนี้ และเป็นช่องทางของกลุ่มผลประโยชน์ระดับโลก สงคราม, และกลุ่มทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติ 

                                                           การรณรงค์เพื่อการฟื้นฟูชนชาติ

 ในปี ค.. 1984 ถึง 1985 กองทัพปฏิวัติแห่งสหพันธรัฐไตทุกกองทัพพร้อมด้วยกลุ่มผู้รักษาชาติทั้งหลาย จึงได้พร้อมใจสมนสามัคคีกันรวมกันเป็นกองทัพหนึ่งและเป็นอาณาจักรอันเดียวกัน ไม่แบ่งแยกกันต่อไปแล้วพร้อมกันน้อมรับเอารัฐธรรมนูญการปกครองประเทศฉบับเดียว เพื่อเอกราชอันสมบูรณ์แบบต่อไปดังนั้น ในวันที่ 7 เมษายน ค.. 1985 บรรดาพระสงฆ์องค์เจ้า กองทัพทุกกองทัพ นักศึกษาทุกสถาบันพ่อค้าและประชาชนจากดินแดนสหพันธรัฐไต ได้ยกย่องให้ขุนแสง เป็นหัวหน้าของสภาผู้รักชาติแห่งไต และยกย่องให้ เจ้ากอนเจิง เป็นหัวหน้ารัฐบาลแห่งสหพันธรัฐไต จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้วมี เจ้าเคอเสอ เจ้าจ๋ามใหม่ เจ้ากั๊นเจ็ด เจ้าอ่องทุน เป็นผู้ประสานงานสนับสนุนในอุดมการณ์เพื่อชนชาติครั้งนี้

กองกำลังผู้รักชาติบ้านเมืองไตทั้งหมดกลุ่มใหญ่ได้ร่วมสมานสามัคคีตามเจตนารมย์ ฝังจิตฝังใจไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศชาติได้ ตั้งจิตอธิษฐานปฏิญาณตนให้คำมั่นสัญญาว่า จะสืบทอดอุดมการณ์การสู้รบต่อต้านศัตรูต่างชาติ (พม่า) ผู้รุกรานแผ่นดินไต และยืนหยัดปกป้องอธิปไตย เพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมืองของไต ให้ได้มาซึ่งเอกราชและสันติภาพอันสมบูรณ์ เหมือนกับที่เราเคยมีมาในอดีตจึงของร้องให้กองกำลังผู้รักชาติทั้งหมดทุกคนจักปฏิบัติตามคำปฏิญาณที่ให้ไว้ในตัวบทกฏหมายแห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สร้างชาติบ้านเมืองไตให้เจริญรุ่งเรืองจนเป็นประเทศเป็นอาณาจักรที่สมบูรณ์แบบครบครัน ให้มีฐานะเท่าเทียมกับอารยะประเทศอื่นในโลกนี้ให้จงได้ “ขอให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ได้สนับสนุนเผยแพร่เจตนารมย์ ในเรื่องการกู้ชาติแผ่นดินพวกเรากองกำลังผู้รักชาติทั้งหมด ขอประกาศย้ำกับสื่อมวลชนไทยว่าและยืนยันในเจตนารมย์ดังนี้ สหพันธไต เป็นอาณาจักรที่มีเอกราชโดยสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลและกองทัพพม่าถือผู้ก่อการร้ายรุกรานล่าเมืองขึ้นแล้วรุกล้ำอธิปไตยของไตเฮา พม่าเป็นผู้ที่เข้ามาแผ่อิทธิพลในผืนแผ่นดินไตเท่านั้น เพราะฉะนั้นกองกำลังผู้รักชาติไตเฮาทั้งหมด ขอประท้วงให้รัฐบาลและกองทัพพม่าจงรีบถอนตัวกลับออกไป โดยสันติวิธีตามกฎบัตรสหประชาชาติที่ระบุไว้ทุกประการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น

ชาวไตต้องการสันติภาพ และเกลียดสงครามเป็นที่สุด แต่ถ้าจำเป็นเมื่อศัตรูผู้รุกรานไม่ยอมถอนตัวแล้ว พวกเราต้องต่อสู้กอบกู้เอกราชและสันติภาพอย่างองอาจกล้าหาญ เมื่อพวกเราออกศึก (ออกรบ) พวกเราจักต่อสู้ขับไล่จนกว่าผู้รุกรานจะถอยออกจากผืนแผ่นดินไตเราจนหมดสิ้น

พวกเราเชื่อมั่นว่า เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และประเทศ บ้านเมืองเป็นที่พึ่งอันประเสริฐยิ่ง จะต้องปกป้องเอาไว้ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของไตเรา

       

Copyright (c) 2008. Taiyai.net.All rights reserved