ความจริงเรื่องไทใหญ่ "ประวัติศาสตร์ และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และความอยู่รอดในผืนแผ่นดินของตน" เชิญศึกษาได้ที่นี่                                                                                                                                                                                                                                                                  
  Taiyai.net

บุเรงนองมีอำนาจเหนือเมืองไต ในปี ค.ศ.1556 (พ.ศ.2099)

 

หลังจากที่บุเรงนองพร้อมด้วยผู้นำทัพของเขา คือ นันทาโปได้เข้าโจมตีและสามารถยึดเมืองอังวะได้เป็นผลสำเร็จแล้ว (เมืองอังวะเป็นเมืองในอดีตของชาวไต) จึงรุกเข้ามาโจมตีเมืองไตทางภาคเหนือต่อ จนกระทั่งสามารถยึดหัวเมืองไตได้ทั้งหมด ตั้งแต่เมืองไตภาคเหนือแม่น้ำมาว (อยู่ในจีน) ภาคใต้แม่น้ำมาว (รัฐฉาน) เชียงใหม่ และกรุงศรีอยุธยา ซึ่งนี้เองเป็นที่มาของนามว่า “ผู้ชนะสิบทิศ” ลำดับเหตุการณ์ของการเข้ายึดเมือง และดำเนินการแบ่งแยกแล้วปกครองตามแนวคิดของบุเรงนองมีดังนี้

.. 1556/2099           บุเรงนองเข้าโจมตีเมืองสุ่มส่าย เมืองมีด สี่ป้อ เมืองก๋อง เมืองยาง เชียงตุ๋ง เชียงใหม่

.. 1557/2100           บุเรงนองเดินทางกลับโดยข้ามแม่น้ำคง (สาลวิน) มาทางทิศตะวันตก

.. 1559/2102           เมืองไตสองฝั่งแม่น้ำมาว คือ ฝั่งทางเหนือ และฝั่งทางใต้ ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ เมืองไต  
       ทางทิศใต้แม่น้ำมาว ได้เกิดเป็นเมืองไต
9 ฮายหอ
ซึ่งประกอบด้วย เมืองก๋อง เมืองยาง เมืองสองซบ     
      เมืองแสนหวี เมืองสี่ป้อ เมืองมีด เมืองปาย เมืองหยองห้วย เมืองนาย ในจำนวน
9
เมืองนี้ ประกอบ      
       ด้วยเมืองบริวารต่างๆ ดังนี้

       1.      เมืองก๋อง มีเมืองบริวาร 99 เมือง
2.
      เมืองมีดมีเมืองบริวาร  49 เมือง
3.
      เมืองนายมีเมืองบริวาร 37 เมือง
4.
      เมืองยางมีเมืองบริวาร 37 เมือง
5.
      เมืองแสนหวีมีเมืองบริวาร 49 เมือง
6.
      เมืองปายมีเมืองบริวาร 39 เมือง
7.
      เมืองสองซบมีเมืองบริวาร 27 เมือง
8.
      เมืองสีป้อมีเมืองบริวาร 27 เมือง
9.
      เมืองหยองห้วยมีเมืองบริวาร 39 เมือง

ฝ่ายเมืองมาวภาคเหนือมี 9 เมืองประกอบด้วย (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศจีน)

        1.      เมืองกึ๋งม้า
2.
      เมืองจันตา
3.
      เมืองหล้า
4.
      เมืองวัน
5.
      เมืองหัวสา
6.
      เมืองนาสา
7.
      เมืองมาว
8.
      เมืองแจ้ขวาง
9.
      เมืองขวาง}

.. 1562/2105          ปุเรงนองแบ่งแยกเมืองไตออกเป็น 18 เมือง ประกอบด้วย บ้านหม้อ เมืองแลม เมืองกื๋อ เมืองบาด ล๊อกจอก เกียงตุ๋ง เกียงรุ่ง เกียงแสน หลวงพระบาง เกียงใหม่ หนองหมอน ล้านช้าง เมืองจ๋าง ก๋อปูก่ำ ละว้าย แมงหน้าไหม้ สุโขทัย พิษณุโลก อย่างไรก็ตาม เมืองนาย หยองห้วย ล๊อกจอก เมืองก๋อง เมืองยาง เกียงใหม่ ล้านช้าง และอยุธยา ยังคงทำการต่อต้าน บุเรงนองอยู่มิขาด บุเรงนอง ได้นำเอาโอรสและธิดาของเจ้าฟ้าไปเลี้ยงดูที่พม่า โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นตัวประกัน

.. 1562/2105        นเดือนของปีนี้ ขณะที่บุเรงนองไปตีเชียงใหม่ ชาวไต จึงได้ไปเผาราชวังของหงสาวดี จนกระทั่งทำให้บุเรงนองรีบเดินทางกลับหงสาวดี และได้กลับมาพร้อมกับการจับประหารชีวิตชาวไตไม่ต่ำกว่าแปดหมื่นคน

..1583-1631/2126-2174 ในระหว่างนี้ เจ้าฟ้าเมืองนายพยายามที่จะท้าทายอำนาจของพม่าบุเรงนออยู่เรื่อย ท้ายสุดทำให้พม่าส่งคนพม่ามาปกครองที่เมืองนาย

                        จากจุดนี่นี้เอง พม่าได้นำแผนในการปกครองมาใช้อย่างผสมผสานประกอบด้วย
1.
      หากเมืองไหนแข็งข้อก็จะยุงยงและส่งเสริมอีกเมืองหนึ่งหรือหลายเมืองให้ไปทำการพุ่ง     
         รบกับเมืองหนึ่ง

2.
      นำโอรส และธิดาเจ้าฟ้าไปอยู่ที่พม่า
3.
      กำจัดโอรสหรือคนที่มีแววเฉลียวฉลาด
4.
      จัดให้เจ้าฟ้า โอรส หรือธิดาเจ้าฟ้าแต่งงานกับพม่า
5.
      ส่งผู้กำกับไปกำกับเจ้าฟ้าทุกสำนัก
6.
      เดือนห้า และเดือนสิบเอ็ดให้แต่ละเมืองต้องส่งทูตไปรายงานที่พม่า

การปกครองของพม่าในไทยใหญ่ ได้ส่งทหารเข้าไปกำกับไว้ที่เมืองนาย โดยถือเอาเมืองนายเป็นศูนย์กลางของการปกครองรัฐฉานทั้งหมด อีกทั้งจัดตั้งเมืองเล็กเมืองน้อยขึ้นให้เป็นอิสระจากเมืองใหญ่เดิม ให้ง่ายต่อการปกครอง ทั้งส่งขุนนางข้าราชการพม่าไปปกครองโดยตรง
               พม่าบังคับให้เจ้าฟ้าเก็บภาษีจากประชาชนมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในกิจการของเจ้าฟ้าและอีกส่วนหนึ่งได้ส่งให้แก่ราชวังพม่า จากเหตุนี้เองประชาชนตามหมู่บ้านต่าง ๆได้พากันหลบหนี เนื่องจากไม่สามารถเก็บส่วยตามจำนวนที่ต้องการได้ บางส่วนได้กลายเป็นกบฏต่อต้านเจ้าฟ้าไทยใหญ่ด้วยกันเอง และต่อต้านพม่าในขณะเดียวกัน เช่นขุนส่างอ้าย อำมาตย์แห่งเมืองแสนหวี ได้ตั้งตนเป็นกบฏต่อสู้กับพระเจ้าแสนหวีผู้ทำตัวเป็นเครื่องมือของกษัตริย์พม่า ปราบปรามชาวไทยใหญ่ด้วยกันเอง การต่อสู้ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานถึง
30 ปี จนขุนส่างอ้ายได้เสียชีวิตไป และขุนส่างต้นฮุง (ขุนส่างจิน)
ได้สืบทอดภารกิจต่อมา จนสามารถโค่นล้มเจ้าฟ้าแสนหวี และปลดแอกจากพม่าได้เป็นผลสำเร็จ

ยุคกงป่อง ยุคเจริญของพม่า

และเป็นยุคมืดมนของเมืองไต (..1752-1885)

            ยุคนี้ เริ่มต้นเมื่อ ค.. 1752 ที่อลองพยา ยึดอำนาจพระเจ้าอังวะ โดยมีเจ้าปกครองสืบต่อกัน 11 องค์ และไปสิ้นสุดที่ พระเจ้าธีบอมิน ซึ่งถูกอังกฤษจับไป เมื่อปี ค.. 1885 อันเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์พม่า
          ในสมัยราชวงศ์อลองพยานี้ ในปี ค.. 1753-1766
ระดมเจ้าฟ้าและทหารไตเป็นจำนวนมากมารบเชียงใหม่ ล้านช้างและอยุธยา
          และต่อมาได้นำไตรบกับจีนใน ค
.. 1762-1769 ที่เมืองก๋อง เมืองยาง บ้านหม่อ แมดจีนา(รัฐฉานภาคเหนือ)
ในการรบครั้งนี้พม่าได้ระดมเจ้าฟ้าและทหารไตไปรบและในขณะที่จีนก็ได้ระดมเจ้าฟ้าและทหารไตทางเหนือแม่น้ำมาวมารบ การรบในครั้งนี้เจ้าฟ้าและเมืองไตอ่อนกำลังลงมาก
    เมื่อเจ้าฟ้าและกำลังทหารในเมืองไตอ่อนกำลังลงเนื่องจากพม่าได้บังคับให้ไปช่วยรบในศึกหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา เมื่อเป็นดังนั้น อลองพยาได้พยายามเข้ามาสร้างอิทธิพลยุยงให้เกิดความแตกแยกในเมืองไต จนเป็นเหตุให้เจ้าฟ้าในเมืองไตเกิดการแตกแยกและรบกันเอง เพราะอลองพยาใช้นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง โดยทำให้เจ้าฟ้าแต่ละเมืองแตกแยกกันเอง และสร้างความกินแหนงแครงใจให้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าฟ้ากับขุนนาง และได้จัดการแบ่งเมืองไต จาก 6 เมืองใหญ่ ประกอบด้วยเมืองมีด เมืองแสนหวี เมืองสี่ป้อ เมืองนาย เมืองปาย เมืองยองห้วย ให้เป็น 44 เมือง มี 44
เจ้าฟ้า ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เกิดความยุ่งยากและการรบกันเองในไตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

                                                    เหตุการณ์เจ้าฟ้ากับเจ้าฟ้าขัดแย้งและรบกัน

ที่เชียงตุง ในปี ค.. 1756 พม่าได้ยุยงให้เจ้าก๋องไต (ผู้เป็นลูก) กับเจ้าหม่องสามเจ้าฟ้าเชียงตุง (ผู้เป็นพ่อ)แตกแยกกันจนเป็นเหตุให้เจ้าก๋องไตพร้อมกับบริวาร 50 คนหนีไปอยู่เกซี (รัฐฉานใต้) และกลับมาปกครองเชียงตุงในปี ค.. 1787 หลังจากที่บิดาสวรรคตแล้ว

            ที่เมืองนายในปี 1880 เจ้าขุนจี่ เจ้าฟ้าเมืองนาย ได้ลุกขึ้นต่อต้านสู้กับพม่า เป็นเหตุให้พม่าตายมากกว่าพันคน เมื่อพระเจ้าพม่าได้ทราบดังนั้นจึงได้ส่ง ทหาร 5 พันคนและได้ขอกำลังจากเจ้าหม่อง (เจ้าฟ้าย่องห้วย) นำกำลังมาสมทบอีก 1
พันคนเข้าทำการโจมตีและเผาเมืองนายกลายเป็นจุน เจ้าขุนจี่จึงต้องหนีไปอาศัยอยู่กับเจ้าฟ้าเชียงตุง

     

Copyright (c) 2008. Taiyai.net.All rights reserved