ความจริงเรื่องไทใหญ่ "ประวัติศาสตร์ และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และความอยู่รอดในผืนแผ่นดินของตน" เชิญศึกษาได้ที่นี่                                                                                                                                                                                                                                                                  
  Taiyai.net

ยุคแสนหวี (.. 1420-1752 / พ.ศ.1963-2295)

 

หลังจากที่เมืองมาวได้ถูกจีนรุกรานและเสียเมืองไปแล้ว ขณะนั้น แสนหวีได้ตั้งเป็นเมืองอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น เมื่อเมืองมาวเสียไปแล้ว เจ้าฟ้าแสนหวี จึงขึ้นมาเป็นผู้นำในหมู่ชนชาติไตต่อมา ในยุคที่แสนหวีรุ่งเรืองนั้น มีเจ้าผู้ปกครองสืบต่อกันจำนวน 48 องค์ ซึ่งก่อนหน้าที่แสนหวีจะรุ่งเรืองนั้นก็มีเจ้าฟ้าปกครองอยู่ นามเจ้าฟ้าที่รวบรวมได้ คือ

        1.      ขุนแสงอ้ายห่ม (..957-958)
2.      เจ้าส้านน้อย (.. 1319-1349) ระหว่าง ค.. 958-1319 แสนหวีอยู่       
         ภาย  ใต้การปกครองของเมืองมาว จึงไม่มี
          
       เจ้าฟ้าปกครองเมืองแสนหวี

3.
      เจ้าเสือเหยียบฟ้า (ท้าวขางเมือง) (.. 1349-1374)
4.
      เจ้าเตดฟ้า (โอรสเจ้าเสือเหยียบฟ้า) (.. 1373-1389 )
5.
      เจ้าคำเปี่ยมฟ้า (โอรสเจ้าคำเตดฟ้าคนที่ 2) (.. 1389-1392)
6.
      เจ้าคำเปิดฟ้า (โอรสเจ้าคำเตดฟ้าคนที่ 3 ) (.. 1392-1394)
7.
   เจ้านางฟ้าห่มเมือง (.. 1395-1405)
        จัดการแต่งงานระหว่างลูกสาว(
นาง  คำฮุงกับน้องชาย 
      
(เจ้าน้อยสั่นฟ้า)
แล้วให้ไปปกครองเมืองสี่ป้อด้วย

8.
      เจ้าคำก่ายฟ้า  (ขุนอ้าย) (.. 1405-1428)
9.
      เจ้าคำฮอดฟ้า (ขุนคำฮอด) (.. 1428-1440)
10.
  เจ้าคำหวาดฟ้า (.. 1440-1460)
11.
  เจ้าคำหีบฟ้า (.. 1460-1523)
12.
  เจ้าคำแสนฟ้า (.. 1523-1543)
13.
  เจ้าคำหานฟ้า (.. 1543-1549 )
14.
  เจ้าคำปากฟ้า (.. 1549-1561)

หลังจากราชสมัยเจ้าคำปากฟ้าแล้ว บุเรงนอง ได้ยาตราทัพขึ้นมาในเมืองไตทุกหัวระแหง จนถึงเมืองกึ๋งม้า เมืองติ๋ง (ปัจจุบันอยู่ในจีน) เจ้าฟ้าและประชาชนได้หนีภัยสงครามขึ้นไปพึ่งบ้านพี่เมืองน้องทางเหนือ และเมืองแสนหวีซึ่งมีอำนาจมากในขณะนั้นจึงได้ถูกบุเรงนองแบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ

        1.      แสนหวีหลวง (ภาคเหนือ)
2.
      เมืองไหย (ภาคกลาง)
3.
      เมืองหนอง (ภาคใต้)

นอกจากนี้ หลังจากที่ บุเรงนอง ได้เข้ารุกรานบ้านเมืองไต เมืองไตทั้งหมด ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ตอนใหญ่ ๆ คือ ฝ่ายทิศเหนือแม่น้ำมาว และฝ่ายทิศใต้แม่น้ำมาว

ฝ่ายทิศเหนือแม่น้ำมาว ประกอบด้วย เมืองขึง เมือกึ๋งม้า เมืองฮึม เมืองจั๋นตา เมืองหล้า เมืองวัน เมืองหัวส่า เมืองนาส่า เมืองมาว เมืองแจ้ขวาง เมืองขวาน เรียกว่า เมืองมาว 9 เมือง

ฝ่ายทิศใต้แม่น้ำมาว ประกอบด้วยเมืองก๋อง เมืองยาง เมืองสองซบ เมืองสี่ป้อ เมืองแสนหวี เมืองมีด เมืองนาย เมืองปาย เมืองหยองห้วย เรียกว่า เมืองไต 9 ฮายหอ

ถึงแม้ว่าเมืองไตถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างนี้ก็ตามที การติดต่อการไปมาหาสู่กันก็ยังคงเดิมอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงปี ค.. 1960 นายอูนุ นายกรัฐมนตรีพม่าได้ทำการแบ่งปันเขตแดนกับประเทศจีน ด้วยเหตุนี้ เมืองไตฝ่ายเหนือแม่น้ำคง ได้ถูกตัดไปเป็นของประเทศจีนไปตั้งแต่บัดนั้นมา

         15.  เจ้าแสนจุงฟ้า (.. 1565-1593)
16.
  ขุนคำเข่งฟ้า (.. 1593-1604)
17.
  คำสื้อ (คำหนั่น) (.. 1604-1605)
18.
  คำก่ายน้อย (ขุนคำแก้ว) (.. 1601-1605)

ขุนคำแก้วนี้ เคยอยู่ร่วมกันในวังพม่า และเป็นเพื่อนสนิทกันกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เจ้าคำก่ายน้อยกับสมเด็จพระนเรศวนมหาราช ได้มีแผนร่วมกันในการที่จะรวบรวมเมืองไตทั้งหมดเป็นอาณาจักรเดียวกัน ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราช เจ้าคำก่ายน้อยก็ทำการกอบกู้ เมืองนาย เมืองปาย เมืองหยองห้วย จนถึงเมืองกึ๋งม้า เมืองปิ๋ง เมืองแลม เมืองฮึม และกำลังเข้าโจมตี เมืองแสนหวี จากพม่าแต่ถูกพม่ากับจีนรวมพลังกันโจมตีเจ้าคำก่ายน้อย ด้วยเหตุนี้ เจ้าคำก่ายน้อย จึงได้ส่งคนมาเชิญ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ไปช่วยรบ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ได้นำทัพมุ่งขึ้นทางเหนือเพื่อไปช่วยเจ้าคำก่ายน้อย แต่พระองค์ทรงสวรรค์คตเสียก่อน ณ เมืองหาง จังหวัดเมืองโต๋น เจ้าคำก่ายน้อยก็ได้ทำการสู้รบอย่างอาจหาญจนกระทั่งเสียชีวิตในสนามรบ ในปี ค.. 1605 แผนในการรวบรวมเมืองไตต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว ก็ไม่ทันสัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของทั้ง 2 พระองค์

         19.  เสือหงฟ้า (.. 1605-1644)
20.
  เสือก่อฟ้า (ขุนก่อคำ) (.. 1644-1650)
21.
  เสือห่มฟ้า (ขุนส่างคำ) (.. 1650 –1683)
22.
  นางฟ้าโคคำเฮือง (.. 1683-1688)
23.
  เจ้าคำส่องฟ้า (.. 1697-1714)
24.
  เจ้าคำหน่อฟ้า (ขุนคำแหลง ) (.. 1714-1723)
25.
  นางหาญฟ้าหน่อแสงปัน (.. 1723-1737)
26.
  ขุนคำเฮือง (ขุนคำเฮือง) (.. 1737-1752)
27.
  เสืออุ้มมังแก (เจ้าแสงมังแก) (.. 1752-1762)

ในยุคสมัยของ เจ้าแสงมังแกถูกทางพม่า บีบอย่างหนัก บ้านเมือง ไม่สงบสุขจนทำให้ เมืองนาย กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองของเมืองไตต่อมา แต่อย่างไรก็ตาม เมืองแสนหวี ก็ยังคงมีเจ้าฟ้าปกครองสืบต่อมา

         28.  ขุนแสงคำเฮอ (.. 1762-1764)
29.
  เจ้าหลวงคำส่องฟ้า (.. 1765-1769)

ในช่วงเวลานี้ จีนนำชาวไตทางเหนือ พม่านำชาวไตทางใต้ ได้เกิดการสู้รบกัน โดยมีชาวไตได้รับความเดือดร้อนจากการสู้รบกันเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ไทยใหญ่จึงมีความอ่อนแออย่างใหญ่ลวงมาตั้งแต่บัดนั้น

        30.  อูติ่งปุ่งหญ้า (.. 1769-1774)
31.
  จยอกแสหวุ่น (.. 1774-1777)
32.
  ขุนส่วยแข่ง (.. 1777-1801)
33.
  เสือก่อฟ้า (..1801-1815)
34.
  สโตมังแหง่ (.. 1815-1819)
35.
  ขุนแสงหน่อเมือง(.. 1819-1820)
36.
  ขุนแสงคำขอด (.. 1821-1824)
37.
  ขุนแสงคำปาด (.. 1824-1825)
38.
  ขุนแสงคำหนั่น (เสือเหยียบฟ้า) (.. 1827-1830)
39.
  ขุนแสงส่วยหม่อง (เสือหว่ายฟ้า) (.. 1830-1838)
40.
  ขุนแสงคำแหลงอ่อน (เสือข่านฟ้า) (.. 1838-1846)
41.
  ขุนแหลงหน่อฟ้าอ่อน( ปกครองครั้งที่ 1) (.. 1846-1849)
42.
  หม่องป่อหล่า (.. 1850-1853) (เป็นยุคที่ขุนส่างฮ้ายเริ่มต่อต้านเจ้าฟ้าที่จงรักภักดีต่อพม่า)
43.
  ขุนแสงหน่อฟ้าอ่อน (ปกครองครั้งที่ 2 ) (.. 1853-1856)
44.
  ขุนแสงโทหม่อง (เสือก่อฟ้า) (.. 1856-1866)
45.
  ขุนแสงหน่อฟ้าอ่อน (ปกครองครั้งที่ 3) (.. 1867-1885)

          สาเหตุที่แสงหน่อฟ้า ได้ปกครองบ้านเมืองถึง 3 ครั้ง ก็เนื่องจาก ถูกพม่าจับติดคุกเป็นระยะเวลา 3 ครั้งด้วยกัน

         46.     แสงหน่อฟ้า (แสนหวีใต้) (.. 1888-)

          เริ่มตั้งแต่นี้มา แสนหวีถูกแยกออกเป็น แสนหวีเหนือ กับแสนหวีใต้ ขุนส่างต้นฮุงได้ปกครองแสนหวีเหนือ แสนหน่อฟ้า ปกครองแสนหวีใต้

         47.  เจ้าจุ่ม
48.
  เจ้าเสือห่มฟ้า ได้ปกครองต่อมา และได้สละอำนาจให้แก่รัฐบาลสหพันธรัฐไทยใหญ่ เมื่อปี ค.. 1959

 
      

Copyright (c) 2008. Taiyai.net.All rights reserved