ความจริงเรื่องไทใหญ่ "ประวัติศาสตร์ และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และความอยู่รอดในผืนแผ่นดินของตน" เชิญศึกษาได้ที่นี่                                                                                                                                                                                                                                                                  
  Taiyai.net

สหรัฐหนองแสยุคแรก หรือน่านเจ้า
(ค.ศ.649-1259 / พ.ศ.1192-1802)

 

หลังจากที่เมืองอ้ายลาวถึงแก่อวสานลง เจ้าเสือลูกหลาว จึงได้รวบรวมเมืองไต 6 เมืองใหญ่ ๆ ประกอบด้วย เมืองเอ้เส้ , เมืองล้านกุง, เมืองสุย, เมืองทุ่งช้าง, เมืองเขียวล้าน, เมืองแส (หนองแส) ก่อตั้งสหรัฐหนองแสขึ้นเมื่อปี ค.ศ.649 มีเมืองหนองแสเป็นนครรัฐหรือเมืองหลวง (ปัจจุบันอยู่แถบเชียงรุ้ง) ในยุคหกเมืองนี้เรียกว่า “ไตหกเมืองเครือใหญ่”

        เจ้าผู้ปกครองสหรัฐหนองแส หรือน่านเจ้า คือ

            1. เจ้าเสือลูกหลาว  (ค.ศ.649-674)                   2. เจ้าหลาวแสง  (ค.ศ.674-712)
            3. เจ้าแสงหลาวหวี (ค.ศ.712-728)                   4. เจ้าปีหลาวขุน (ค.ศ.728-748)
            5. เจ้าขุนหลู่พง (ค.ศ.748-778)                        6. เจ้ายีหมุนสูง (ค.ศ.778-808)
            7. เจ้าสูงเคอขวาน (ค.ศ.808-809)                    8. เจ้าขวานลงแสง (ค.ศ.809-816)
            9. เจ้าขวานหลี (ค.ศ.816-824)                         10. เจ้าขวานพงยู่ (ค.ศ.824-859)
            11. เจ้าเสือหลวง (859-877)                             12. เจ้าหลวงชื่น (877-897)
            13. เจ้าชื่นฟ้า (ค.ศ.897-902)

            สหรัฐหนองแสนี้ ชาวจีนเรียกหนานเจา คืออาณาจักรน่านเจ้าซึ่งจีนเรียกเพี้ยนไปจาก หนองแส
           อาณาจักรน่านเจ้านั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนำความเห็นของฝรั่ง มาถ่ายทอดไว้ในคำอธิบายตอนต้นของพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขา จึงได้ยึดถือกัน เป็นบันทัดฐาน เรื่อยมา

            ต่อมาได้มีนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ ทั้งไทยและต่างประเทศหลายคณะ ได้ศึกษาเรื่องของอาณาจักรน่านเจ้ากันใหม่มีความเห็นว่าอาณาจักรน่านเจ้านั้นประกอบด้วยชนหลาย ชนชาติไต หล่อหลอ (lolo) และนาคา ปะปนกันอยู่ ชนชั้นปกครองเหล่านี้ อาจผลัดเปลี่ยนกันหลายครั้ง หลายหนระหว่างชนชาติที่ก้าวหน้าทางสังคมกว่าเพื่อน เช่นไตและหล่อหลอ ชนชาติไตเคยเป็น พลเมืองสำคัญ และเคยเป็นชนชั้นปกครอง แต่ไตเหล่านั้น มีเชื้อชาติไต แม่มีสัญชาติเป็นน่านเจ้า น่านเจ้าไม่ใช่อาณาจักรของไต เพียงแต่เคยมีคนไตเป็นพลเมือง สำคัญอยู่เท่านั้น

            พงศาวดารราชวงศ์ถัง (ระหว่าง พ.ศ. 1160 - 1450 ) บันทึกเรื่องน่านเจ้าไว้ว่า ชื่อน่านเจ้า นั้น คำว่าเจ้า เป็นภาษาพื้นเมืองที่นั้นแปลคำว่า เจ้า หมายถึงประมุขของรัฐ

            น่านเจ้าประกอบด้วยนครหกรัฐ แต่ละนครรัฐ มีประมุขเรียก เจ้า รัฐที่เป็นประมุขของนคร ทั้งมวลนั้น อยู่ทางตอนใต้ ( ใต้ จีนเรียกว่า น่าน หรือ หนาน)

            ที่ตั้งของรัฐประธานนี้ อยู่ใต้ทะเลสาบ เอ๋อห่าย ชื่อของรัฐนี้จากบันทึกของราชวงศ์ ถังเขียนไว้ว่า เหมิงเส้อ หรือ เหมิงเส้อโหลง)

            ต่อมาในปี พ.ศ. 1285 อาณาจักรน่านเจ้าเปลี่ยนชื่อเป็นไต้เหมิง หรือต้าเหมิง และมีคำอธิบาย ด้วยว่า พวกเจ้าของอาณาจักรนี้ เป็นชนชาติตระกูล เหมิง และเป็นชนชาติในตะกูล อายหลาว หรือ ที่เราเรียกกันว่า อ้าวลาว นั้นเอง

            ดังนั้น ชื่อที่จีนจดบันทึกว่า เจ้า ซึ่งแปลว่าประมุขรัฐนั้นเป็นคำไต

            ส่วนรัฐประธานที่ชื่อ เหมิงเส้อ หรือ เหมิงเส้อโหลง นั้นตรงกับชื่อที่ปรากฏ ในพงศาวดารของ ชาวไตในรัฐฉาน ชาวไตลื้อว่า เมิงแส และเมิงแสโหลง

            คำว่า โหลง นี้เป็นภาษาไทยใหญ่ หรือชาวไตที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แปลว่า หลวง
            เมืองแสโหลง หรือเมิงแสโหลงนี้ ได้ชื่อมาจากทะเลสาปเอ๋อห่าย ซึ่งไทยใหญ่และไตลื้อเรียกว่า หนองแส และยังคงเรียกเช่นนี้กันมาจนถึงทุกวันนี้ คำว่า แส เป็นภาษาไตลื้อ หมายถึงที่
ที่น้ำท่วม หนองเจิง  หนองหมายถึง ทะเลสาบ หรือสระขนาดใหญ่ ไทยใหญ่เรียกทะเลสาบอินเล ซึ่งอยู่ที่นครตองกีในรัฐฉานว่า หนองอางเล หรือหนองอ่อน

            ชาวไตนั้น เมื่ออพยพไปอยู่ที่ไหน มักจะนำชื่อถิ่นฐานดั้งเดิมของตนติดตัวไปด้วยเมื่อชาวไตลื้อในสอบสองปันนาอพยพมาก็นำเอาชื่อหนองแส มาใช้เรียกหนองใหม่ที่ตนมาอยู่นี้ด้วย ที่เมืองฮำใต้เมืองเชียงรุ้ง มีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่กลางเมือง ชาวเมืองฮำยังเรียกว่า หนองเติ้ง หรือ หนองแส

            การที่จีนเรียกอาณาจักรน่านเจ้าหรือ หนานเจ้า เป็นไต้เหมิงหรือ ต้าเหมิงนั้น เดิมจีนเรียกอาณาจักรไต ซึ่งประกอบด้วยชนชาติไต หล่อหลอ และนาคาในยูนนานนี้ว่า หนานเจ้า ตามความรู้สึกของจีน คือนำเอาคำว่า เจ้า ของภาษาพื้นเมืองของเจ้าของถิ่นมา แล้วเติมคำว่า หนาน ซึ่งแปลว่า ใต้ ลงไป เพราะรัฐนี้อยู่ทางตอนใต้ของแผ่นดินจีน

            การเปลี่ยนชื่อนี้ เจ้าของอาณาจักรเป็นผู้เปลี่ยน ไม่ใช่จีนเป็นผู้เปลี่ยนให้

            อาณาจักรน่านเจ้าในยุคที่ถูกเปลี่ยนชื่อนี้เป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดประวัติศาสตร์ของจีนที่รวบรวมใหม่ กล่าวถึงน่านเจ้าหรือหนานเจาไว้ดังนี้

            “ในยูนานมีชนชาติต่าง ๆ ตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ชนชาติต่าง ๆ เหล่านี้ มีความเป็นอยู่และขนบธรรมเนียมที่คล้ายกันมาก ในที่สุด จึงรวบรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันประกอบด้วยเมือง ๆ หกเมืองรวมกันเป็นสหพันธรัฐ

            ในระหว่างตอนกลาง ๆ ของคริสตวรรษ ที่ 8 (ประมาณ พ.. 1250 - 1300) กษัตริย์ หนานเจ้าชื่อ ปิล่อโกะ ซึ่งจีนเรียก ผีลอเก๋อ ได้รวบรวมเอาเจ้าอื่น ๆ ทั้ง 6 เข้าด้วยกันแล้ว จัดตั้งเป็นรัฐที่มีอำนาจเข้มแข็ง

            หนานเจ้าเป็นรัฐเกษตรกรรม เนื่องจากตั้งอยู่บนที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำอุดมสมบูรณ์ การทำนาใช้แรงงานคนไถสามคน คนหนึ่งจูงวัวนำหน้า อีกคนคอยควบคุมคันไถ อีกคนคอยไล่ ต้อนวัวให้เดินไปตามทัศทาง การทำนามีทำปีละครั้งและปีละสองครั้ง ผู้ที่ทำนาปีละครั้ง ไม่ต้องเสียภาษี ผู้ที่ทำนาปีละสองครั้ง ต้องเสียภาษียี่สิบชั่งต่อคนต่อปี

            ชาวหนานเจ้าที่อาศัยอยู่ทางตะวันวันตกถนัดในการทอผ้าไหม มีการเลี้ยงไหมเป็นอาชีพหลัก มีกำลังทหารที่เข้มแข็ง ทหารทุกคนมีวินัยดีเลิศ ราษฎรส่วนใหญ่ทำอาวุธขึ้นใช้เอง อาวุธที่ใช้ล้วนเป็นอาวุธที่ดีเยี่ยม พวกทหารที่ถูกอาวุธของข้าศึก จะได้รับการปรนนิบัติรักษาเป็นอย่างดี จากผู้บังคับบัญชา ตรงกันข้ามหากทหารที่ถูกอาวุธทางด้านหลังแล้ว จะถูกประหารชีวิตทันที

            “หนานเจ้า” มีความสัมพันธไมตรีกับจักรพรรดิในราชวงศ์ถังเป็นเวลาช้านาน เมื่อหลานของพระเจ้าปิล่อโกะ หรือผีลอเก๋อไปเยือนนครฉางอัน ฝ่ายจีนได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ได้มอบของขวัญเครื่องบรรณาการชั้นดีให้ด้วยอย่างมากมาย พร้อมกันส่งคณะนักดนตรีและนักแสดงฟ้อนรำไปยังหนานเจ้าด้วย

            นอกจากนั้น ได้มีชาวหนานเจ้าหลายพันคน เข้าไปศึกษาวิทยาการใหม่ ๆ จากนครหลวงฉางอันด้วย มีช่างฝีมือดีจากเมืองเฉิงตูเป็นจำนวนมาก ได้อาสาสมัครไปอยู่ยัง หนานเจ้าต่อมา ภายหลังพวกช่างฝีมือเหล่านี้ ได้ช่วยกันปรับปรุงคุณภาพของสิ่งทอ ผ้าไหม ของหนานเจ้า  จนเรียกได้ว่ามีคุณภาพดีเยี่ยม ถึงระดับเดียวกันกับที่ผลิตในมณฑลเสฉวนของจีน

            เมื่อครั้งที่อาณาจักรถึงแก่อาวสานนั้น ก็เนื่องมาจากบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ฉ้อราษฎร บังหลวงกันมาก มีการสั่งจ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อและเหลวแหลกในการปกครองบ้านเมือง ในสมัยกลางศตวรรษที่ 8 (ประมาณปี พ.ศ. 1250 - 1300 ) พวกชาวนาผู้ยากจนได้ถูกกดขี่บังคับอย่างหนัก จนต้องเคลื่อนย้าย หลบหนีออกจากเมือง ไปหาแหล่งที่อยู่ใหม่ อาณาจักรแห่งราชวงศ์ถังจึงถึงซึ่งกาลอวสาน
            ในระยะปลายของราชวงศ์ถังนี่เอง พวกธิเบต ซึ่งค่อย ๆ มีกำลังกล้าแข็งขึ้นตามลำดับ และคอยจับจ้อง  มองหาแหล่งทำกินทางภาคใต้ของมณฑลซินเกียงอยู่ เนื่องจากมีดินแดนติดต่อกัน ทางด้านทะเลสาบ แคสเบียนอยู่แล้ว พวกธิเบตจึงยกกำลังอันเกรียงไกรของตนบุกเข้า โจมตีกองทัพถัง ที่กำลังอ่อนเปลี้ยเสียขวัญอยู่แล้วนั้น ทันที อิทธิพลของถังเหนือบริเวณเอเซียกลาง ก็เป็นอันพังทลายทันที

            หนานเจ้า ซึ่งได้คอยโอกาสนี้อยู่เช่นกัน อาศัยข้ออ้างที่ถูกรบกวนรังควาน โดยขุนพลต่าง ๆ ของกองทัพถังที่อยู่ตามชายแดน เสมอ ๆ กองทัพหนานเจ้าจึงรุกขึ้นทำการบุกเข้า โจมตี กระหนาบ กองทัพถัง จนพินาศพ่ายแพ้อย่างย่อยยับไปในปี พ.ศ. 1294

            กองทัพถังอันเกรียงไกร ซึ่งเป็นที่เกรงขามของชนชาติต่าง ๆ มานานแล้วนั้น ได้ถูกทำลายลงวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า นอกจากนั้นภายในนครฉางอันยังเกิดการ รัฐประหารขึ้น ภายในอีกด้วย บ้านเมืองเมื่อเกิดกุลียุคขึ้นมาก็ไม่สามารถจะเยียวยาได้ ก็มีแต่พังพินาศไป

            กองทัพหนานเจ้า ได้บุกทลวงเข้าสู่เขตของจักรวรรดิถัง และเข้ายึดครอบครองภาค ตะวันตกของ มณฑลเสฉวนไว้ทั้งหมดอีกด้วย

            โกะล่อฝง ราชโอรสของบ่อล่อโกะ ซึ่งมีสัมพันธไมตรีกับธิเบตอย่างแน่นแฟ้น จากสัมพันธภาพ จึงได้ร่วมกันกรีธาทัพเข้าสู้รบกับจีน กองทัพจีนถูกองทัพธิเบตและหนานเจ้าตีแตกพ่ายไม่มีดีในปี พ.ศ.1294 และ 1299

            จากการที่หนานเจ้ามีชัยชนะเหนือราชวงศ์ถังครั้งนี้ นับว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของหนานเจ้า กษัตริย์ธิเบตถึงกับถวายพระนามแต่โกะล่อฝงเป็นจักรพรรดิ ตะวันออก หรือตุงตี้

            โดยปกติแล้ว คำว่า จักรพรรดิ (ตี้) นี้ จึงจะไม่ยอมใช้เรียกกษัตริย์หรือจักรพรรดิที่ ไม่ใช่พวกจีน เป็นอันขาด จีนจะเรียกกษัตริย์ประเทศอื่น ๆ ได้แต่เพียงหวาง หรืออ๋อง เท่านั้น เพราะถือว่า เป็นระดับต่ำ      

            ในสมัยราชวงศ์ถังนี้ เป็นสมัยที่ประวัติศาสตร์ของจีนขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยประการทั้งปวง คือ มีอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่สุด โหดร้ายที่สุด เจริญรุ่งเรืองที่สุดและทำความเลวทรามต่ำช้าที่สุด

             ในปี พ.ศ. 395 ชนชาติไตที่ยู่ในสหรัฐหนองแส ได้รวบรวมหัวเมืองทั้ง 6 ให้เป็นปึกแผ่น ขับไล่ ผู้รุกรานออกจากดินแดนจนหมดสิ้น แล้วจัดสถาปนาเป็นสหรัฐหนองแสขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีกำลังกล้าแข็ง มีความเจริญรุ่งเรืองไปจนถึงศตวรรษที่ 7

            ต่อมาในปี พ.ศ. 649 - 674 พระเจ้าสีนุโล (Si Nu lo) หรือไทยใหญ่เรียกว่าเสือลูกหลาวได้สถานปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ของ สหรัฐหนองแส

            กษัตริย์ไตผู้สามารถจนได้รับการยกย่อง และรู้จักกันดีของชาวจีนในครั้งกระโน้น คือพระเจ้า สีนุโล - เป็นผู้ก่อตั้งสหรัฐหนองแสขึ้น ทำนองเดียวกับพระเจ้าร่วงได้ทรงสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย

            กษัตริย์ สีนุโลนี้ พงศาวดารจีนเขียนว่า สี้หนูหล่อ

            ขุนบรมราชาธิราช (ปิล่อโกะ) ได้สถานปนาอาณาจักรหนองแสขึ้นนั้น พระองค์ได้ทรงรวบรวมหัวเมืองน้อยใหญ่ทั้ง 12 เมือง เข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน แล้วสถาปนาเป็นสหอาณาจักรสิบสองเมืองใต้ มีกำลังเข้มแข็งอยู่ในดินแดนด้านตะวันออกของแม่น้ำโขง โดยมีเมืองแกนเป็นเมืองหลวง

            ต่อมาอีก 8 ปี จึงได้ยกกองทัพไปตีเอาดินแดนที่ถูกจีนยึดครองไปกลับคืนมาได้ครั้นต่อมาใน สมัยพระเจ้าปิล่อโกะ ก็ได้ยึดดินแดนไตเพิ่มมาอีก 32 เมือง 

ประวัติศาสตร์จีนได้มีบันทึกไว้เช่นกัน เรียกว่า ยี่จั๊บสี่จื้อ

            ในยุคเดียวกันนี่เอง ขุนลอได้ขยายดินแดนไตออกไปจนจดที่ราบลุ่มแม่น้ำต้าหลง ตลอดจนมี การสร้างถนนหนทางเป็นการใหญ่ มีการเจริญสันถวไมตรีและการค้าขายกับอินเดียด้วย

            ระบบการปกครองในอาณาจักรหนองแส หรือหนานเจ้า หรือน่านเจ้า สมัยที่มีความเจริญ รุ่งเรื่องถึงที่สุด

     

Copyright (c) 2008. Taiyai.net.All rights reserved