ความจริงเรื่องไทใหญ่ "ประวัติศาสตร์ และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และความอยู่รอดในผืนแผ่นดินของตน" เชิญศึกษาได้ที่นี่                                                                                                                                                                                                                                                                  

  Taiyai.net

ทุกคนมีสิทธิและความเท่าเทียมกัน

 
 ผู้ลี้ภัยชาวไทยใหญ่ 

                หลักจากที่มีการข่มเหงรังแก และละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐฉานอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน คือ เริ่มตั้งแต่นายพลเนวินได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน (นายอูนุ) เมื่อปี 2502 แล้วเริ่มส่งทหารพม่าเข้ามาในดินแดนรัฐฉาน โดยอ้างว่าเพื่อมาปราบทหารก๊กมินตั๋ง เหตุการณ์บ้านเมืองในรัฐฉานที่มีความสงบตามธรรมชาติของเมืองป่าเขาก็เริ่มสิ้นสุดลงไปที่ละเล็กทีละน้อย ความวุ่นวายทางการเมือง การบังคับขู่เข็ญ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็เริ่มเป็นไปอย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ แต่โลกแห่งความลี้ลับ (รัฐฉาน) ที่วุ่นวายอยู่นั้นมิได้ถูกเปิดเผยออกมาให้ชาวโลกได้รับทราบเลย เพราะถูกปิดกั้นทุกวิธีทาง ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากการปิดบ้านตีแมว เรียกว่าคนที่ตายก็ตายไป คนที่อยู่ได้ก็อยู่ไป คนที่อยู่ไม่ได้ก็หนีไป ซึ่งหนีในที่นี่มีสองทาง คือ หนีเข้าไปอยู่ในป่า หรือหนีไปบ้านพี่เมืองน้อง เหตุการณ์ที่มีการอพยพเข้าเมืองไทยมีมาอย่างต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่หลังการรวมตัวเข้ากับพม่า แต่ระรอกใหญ่ ๆ มี 3 ระรอก คือ

1. ช่วงนายพลเนวินเข้ามามีอำนาจ (1962-1998)
2. ช่วงเรียกร้องประชาธิปไตย และยุคสลอร์ค (1988)
3. ช่วงขุนส่ามอบตัว (1996-ปัจจุบัน)             

การบังคับให้ประชาชนในรัฐฉานยกย้ายถิ่นมีมาเป็นครั้งแรกในยุคยุคของนายพลเนวิน แต่สำหรับการกดขี่ข่มเหง มีมาอย่างต่อเนื่องตลอดการปกครองของพม่าที่มีต่อรัฐฉาน ดังนั้น การอพยพข้ามประเทศของประชาชนเพื่อลี้ภัยจึงมีมาอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดสาย

และหลังจากที่กองกองทัพเมืองไต (M.T.A.) ภายใต้การนำของขุนส่าได้วางอาวุธให้กับพม่าในเดือนต้นมกราคม พ..2539 (1996) แล้ว เพื่อป้องกันการก่อตัวขึ้นมาใหม่ และเพื่อตัดฐานกำลังบำรุงของกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ จึงเกิดการบังคับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชนบทในภาคใต้ และภาคตะวัตนออกของรัฐฉานให้เคลื่อนย้ายจากชนบทเข้าสู่ไปอยู่ในตัวเมือง และชานเมือง โดยกำหนดเวลาของการเคลื่อนย้ายให้แล้วเสร็จภายใน 3-5 วันเป็นอย่างมาก หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ถูกทหารพบเห็นเข้าก็จะถูกทรมานหรือยิงตาย ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเหตุการณ์ฆ่าหมู่ เผาหมู่ และการข่มขืนอย่างมากมายระหว่างปี ค..1996-2002 ในจำนวนประชาชนที่ถูกไล่นี้หลายแสนคน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.      กลุ่มหนึ่ง ย้ายไปอยู่ในตัวเมือง หรือบริเวณที่ถูกกำหนดให้อยู่

2.      กลุ่มหนึ่ง ย้ายเข้าไปอยู่ในป่าลึก ประเภทนี้เป็นพวกที่ค่อนข้างจะยากจน หากไปอยู่ในเมืองก็คงอดตาย เพราะไม่มีทรัพย์สินและที่ทำกิน จึงต้องเข้าไปอยู่ตามป่าเขา

3.      และกลุ่มหนึ่ง ย้ายโดยมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศไทย กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้ามาอาศัยทำงานรับจ้างดูแลสวนส้ม สวนลิ้นจี่ เป็นลูกจ้างทำไร่ และทำงานรับจ้างอื่น ๆ อยู่ตามอำเภอชายแดนไทยตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เช่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในทุกสวนมีชาวไทยใหญ่ทำงานอยู่ทั้งนั้น นับได้เป็นจำนวนหมื่น  โดยได้รับค่าจ้างอย่างต่ำวันละ 30 บาท อย่างสูงวันละ 60 บาท และยังมีประชาชนอีกจำนวนมาก ที่ลี้ภัยมาแต่ไม่สามารถเข้าสู่ประเทศไทยได้ จึงต้อพักพิงอยู่ตามป่าเขา เช่น กลุ่มที่มาตรงที่มีกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งทุกจุดจะมีประชาชนมาอาศัยอยู่เพื่อความปลอดภัย ซึ่งที่ดอยก่อวัน ดอยก่อเมือง ตรงข้าม อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงรายก็เกือบพันกว่าคน ที่ดอยดำ ตรงข้าม อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และที่ดอยไตแลง ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็มีจำนวนเป็นพันคน

4.      อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบเมื่อต้นปี 2545 และลี้ภัยเข้ามายังฝั่งไทยจำนวนกว่า 400 คน โดยได้สร้างกระท่อมอาศัยอยู่ภายในวันหมากกายยอน ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ผู้ลี้ภัยทุกกลุ่มตามแนวชายแดนไม่ได้รับ หรือส่งเสริมให้ได้รับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจากองค์กรรัฐแต่อย่างใด

 

แหล่งพักพิงผู้ลี้ภัยทางการเมือง

ประชาชนที่มีบ้านอยู่ติดกับประเทศไทยและอยู่ในบ้านตนเองไม่ได้ต้องลี้ภัยทางการเมืองมามิได้มีเฉพาะประชาชนรัฐฉาน แต่ประชาชนแต่ละรัฐของชนชาติกลุ่มน้อย เช่น ประชาชนชาวคะยาห์ ชาวกะเหรี่ยง ชาวมอญ ก็มีอพยพหนีภัยมาเป็นจำนวนมาก สำหรับผู้ลี้ภัยไทยใหญ่ที่จากบ้านเรือนของตนมาซึ่งนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น ๆ และกระจัดกระจายทั่วไปตั้งแต่เชียงราย-แม่ฮ่องสอนกล่าวเฉพาะที่อยู่กันเป็นกลุ่มมี 3 แห่ง

1. ดอยก่อวัน ตรงข้ามอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีจำนวน 1000 กว่าคน

2. อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

3. ดอยดำ ตรงข้ามอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 60 กว่าครอบครัว

4. ดอยไตแลง ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนจำนวน 5000 กว่าคน

       

Copyright (c) 2008. Taiyai.net.All rights reserved