ความจริงเรื่องไทใหญ่ "ประวัติศาสตร์ และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และความอยู่รอดในผืนแผ่นดินของตน" เชิญศึกษาได้ที่นี่                                                                                                                                                                                                                                                                  
  Taiyai.net

สงครามต้างยาน

 

สงครามที่มีชื่อและโด่งดังมากที่สุดทั้งในรัฐฉาน และกระจายไปทั่วโลกก็คือสงครามยึดเมืองต้างยานของกองกำลังกู้ชาติไตเมื่อปี พ.ศ.2502 สงครามครั้งนี้สร้างความฮึกเหิมและสร้างขวัญกำลังให้แก่ชนชาติไตเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นระยะเริ่มต้นแห่งการก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติขึ้นมาต่อสู้ผู้รุกราน ผลจากสงครามในครั้งนี้ทำให้ชาวไตได้เข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ และเข้าร่วมปฏิบัติการกู้ชาติมากขึ้น
            ผู้ที่เป็นหลักสำคัญแห่งการสู้รบในสงครามครั้งนี้จนสามารถยึดเมืองต้างยานได้ก็คือ "โป่เต่หวิ่ง" จากวันนั้นเป็นต้นมา หากพูดถึงสงครามต้างขึ้นมาทีไร ชาวไทยใหญ่ก็จะนึกถึงโป่เต่หวิ่งทันที ดังนั้น "โป่เต่หวิ่ง" จึงเป็นสัญลักษณ์และเป็นวีรบุรุษแห่งสงครามต้างยาน แต่อย่างไรก็ตาม วีรบุรุษแห่งสงครามต้างยานมีอีกหลายคน ซึ่งประกอบด้วยโป่หม่อง เจ้าเสือวัน ขุนมหา จายเต็งเผ่ เจ้าบัณฑิตะ (เคอเสอ) โป่จ่ามจ่อ ฯลฯ

                        โป่เต่หวิ่ง วีรบุรุษสงครามต้างยาน

โป่เต่หวิ่ง กับ โป่หม่อง ร่วมกันขับไล่กองพล
93
         
โป่เต่หวิ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้า นำกำลังพลพรรคหน่วยอาสาสมัครกล้าตายชาวไตจำนวนเป็นพัน ๆ คนพร้อมอาวุธ ได้ออกโจมตีทหารจีน (ก๊กหมิ่นตั๋ง) จนแตกกระจัดกระจายลงไปทางใต้ด้านเมืองเชียงคำ เชียงตอง เมืองปั่น เมืองโต๋น และเมืองสาดเมื่อโป่เต่หวิ่ง นำกำลังขับไล่ทหารจีนกองพล 93 พ้นออกไปแล้ว ทหารจีกองพล 93 ก็ไปสร้างความเดือดร้อน ให้แก่ชนเผ่าว้า ที่ดอยแจกับดอยหม่อขึ้นอีกทให้ขุนศึกโป่หม่อง หัวหน้าฝ่ายทหารชาวว้า ต้องเดินทางมาหาโป่เต่หวิ่ง ขอความร่วมมือให้ช่วยขับไล่ทหารจีกองพล 93 ซึ่งโป่เต่หวิ่งก็ยอมร่วมมือ ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่ชาวไตได้ร่วมมือกับชาวว้า
          
ครั้นโป่เต่หวิ่งและโป่หม่อง ได้ร่วมมือกันจับอาวุธ รุกไล่โจมตีทหารจีนกองพล 93 แตกกระจัดกระจายไปจากดอยหม่อแล้ว ก็ไม่มีทหารจีนกองพล 93 ย้อนกลับมารบวนอีก

โป่เต่หวิ่ง เข้าร่วมกับเจ้าน้อย
           
ต่อมา โป่เต่หวิ่ง ได้ทราบว่าเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะได้รวบรวมหนุ่มฉกรรณ์ชาวไต ตั้งขบวนการหนุ่มศึกหาญขึ้นเพื่อขับไล่พม่า ที่มุ่งจะยึดครองอาณาจักรไตเอาไว้ในอำนาจ โป่เต่หวิ่งคิดว่า ลำพังตัวคนเดียว จะไม่สามารถกู้ชาติไตได้สำเร็จ จะต้องอาศัยชาวไตหลาย ๆ ฝ่ายร่วมมือกัน เขาจึงนำพลพรรคร่วมใจไป 32 คน เดินทางจากเมืองตอมไปพบเจ้าเสือวัน ซึ่งเป็นุตรชายของเจ้าหน่อเมียะแห่งเมืองไหย๋ เพื่อชักชวนกันไปร่วมมือกับเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ผู้เป็นหัวหน้าขบวนการหนุ่มศึกหาญ ซึ่งต่างก็มีใจตรงกันอยู่แล้ว
            
โป่เต่หวิ่งกับเจ้าเสือวัน จึงเดินทางมุ่งหน้าไปยังแหล่งชุมนุมหนุ่มศึกหาญ ที่เมืองหาง ระหว่างทางที่ผ่านเขตกุ๋น เชียงตอง เชียงคำ  มีกองทหารพม่าตั้งสกัดรักษาเส้นทางอยู่ ก็ต้องอาศัยการหลบหนีเล็ดลอดไปได้เรื่อยมา แต่ที่สุดก็เจอกับกองทหารพม่ากองหนึ่งจนได้ที่บ้านป๋ามุง จึงเกิดปะทะต่อสู้กันขึ้นอย่างดุเดือด การปะทะครั้งนี้ ทหารฝ่ายชาวไตระดับหัวหน้า คือ โป่ลายคำอ่อน ต้องเสียชีวิต พร้อมกับลูกน้องอีก 5 คน บาดเจ็บหนึ่งคน แต่ผลการรบครั้งนี้ ฝ่ายโป่เต่หวิ่งได้รับชัยชนะ ทำลายชีวิตทหารพม่าลงไปหลายเท่า และแตกพ่ายหลบหนีไปสิ้น
           
พลทหารของพม่านั้น ส่วนใหญ่เป็นเผ่าต่างๆ ที่ได้เกณฑ์เอามาเป็นทหารรับจ้าง เช่นกะฉิ่น กะเหรี่ยง มูเซอ จะมีเป็นคนพม่าก็แต่ตัวนายทหารเท่านั้น คนเหล่านี้จึงไม่เต็มใจอย่างจริงจัง เมื่อโป่เต๋หวิ่ง ได้รับชัยชนะและยึดปืนยาวได้ 5 กระบอก ก็ได้มุ่งหน้าข้ามท่าห้วยเหย็น ริมแม่น้ำโคง (สาละวิน) โดยทางเรือ ที่พวกชาวไตคอยรับคอยส่งบรรดาผู้มาสมทบเพื่อกู้ชาติอยู่แล้ว ต่อจากนั้นก็เดินทางขึ้นดอยบ้านหมากลู่ล่า และคณะกู้ชาติโป่เต่หวิ่ง ได้ตรงไปยังสถูป อันเป็นที่สิงสถิตย์ดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อทำการสักการะบวงสรวงขอความคุ้มครองที่ “ ที่กองมูหอคำไต” ก่อน จากนั้นจึงไปยังที่ตั้งค่ายของหนุ่มศึกหาญ ที่ป่าปู้ ซึ่งได้รับการต้อนรับดีจากโป่ปิ่งหญ่า ที่เป็นหัวหน้าประจำอยู่ ได้พบกับกลุ่มกู้ชาติเมืองหนอง ที่เดินทางมาสมทบเช่นเดียวกัน แล้วพากันขึ้นไปสู่ยังค่ายใหญ่ บนดอยป๋าตอง
               
เวลานั้น เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ได้เดินทางนำขุนศึกฟ้าลั่น ไปตั้งค่ายใหม่เพิ่มขึ้นที่เมืองเชียงตุงยังไม่กลับ จายทุนเอ เป็นผู้รักษาการแทนได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ต่อมาอีก 7-8 วัน เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะจึงได้กลับมาและได้ร่วมปรึกษาหารือวางแผนการรบต่อไป

พม่าอ้างเหตุยึดครองรัฐฉาน
             
ในปี พ.ศ. 2502 นี้ เหตุการณ์ในเขตรัฐฉานแทบทุกเมือง ได้ถูกกองทหารพม่า ยกกำลังจากเมืองร่างกุ้งเข้ามายึดครอง โดยเฉพาะที่เมืองตอม ดอยแจ้ ดอยหม่อของชนเผ่าว้า ซึ่งมีโป่หม่องเป็นหัวหน้า ได้ถูกทหารพม่าเข้ายึดครองอย่างเต็มที่ ยิ่งกว่านี้ เมื่อเข้ายึดครองแล้ว กองทหารพม่าได้ใช้อำนาจกดขี่บีบบังคับอย่างป่าเถื่อน มีการเกณฑ์งานต่างๆอย่างทารุณ โดยอาศัยการประกาศกฎอัยการศึก
               
แต่เดิมนั้น สมัยอังกฤษปกครอง ได้ให้เสรีภาพในการดำรงชีวิตอย่างเสรี เมื่อมาโดยการกดขี่ของกองทหารพม่าเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้ไม่สามารถจะอดทนต่อไปได้ ประกอบกับสัญญาป๋างโหลง ที่ว่าจะให้รวมเป็นสหภาพแล้ว เมื่อครบ 10 ปี สามารถแยกตัวไปตั้งเอกราชได้ ในการอยู่ร่วมกับสหภาพพม่ามาแต่ พ.ศ. 2500 แล้ว จนมาถึง พ.ศ. 2502 พม่ากับสั่งกองทหารเข้ายึดครองอาณาจักรไต เกือบทั้งหมด แสดงว่าพม่ามิได้รักษาสัญญาแต่อย่างไร ไม่ยอมรับรู้เรื่องใดๆ และสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น
           
การยกกองกำลังเข้ามายึดครองอาณาจักรไตตอนแรกนั้น พม่าอ้างว่าเข้ามาเพื่อขับไล่ทหารจีน (ก๊กหมินตั๋ง) แต่ตามความเป็นจริง สำหรับเมืองตอง เมืองไหย๋นี้ โป่เต่หวิ่ง ก็ได้ทำการขับไล่ทหารจีน (ก๊กหมินตั๋ง) แตกกระจัดกระจายไปก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ชาวไต ชนเผ่าว้า  ซึ่งได้อาศัยและเป็นเจ้าของบ้านเจ้าของเมืองจึงไม่พอใจ และประท้วงขับไล่ด้วยวิธีต่างๆ และเพิ่มความรุนแรงขึ้นตามลำดับ เมื่อไม่เป็นผล ทหารพม่ายังดื้อด้านยึดครอง และใช้อำนาจบีบบังคับต่างๆ กิ๋นเมือง (เสนาบดี) เมืองตอม พร้อมด้วยโป่หม่องหัวหน้าเผ่าว้า จึงได้ส่งคนรีบด่วนไปแจ้งให้โป่เต่หวิ่งที่ค่ายป๋างตอง ขอให้เดินทางไปปรึกษาหารือ หาทางขับไล่ทหารพม่า

โป่เต่หวิ่งเข้าตีพม่ายึดเมืองต้างยานได้
       
โป่เต่หวิ่ง จึงแจ้งกับเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ซึ่งเจ้าน้อยก็อนุญาตให้เดินทางไป โป่เต่หวิ่งกับเจ้าเสือวัน จึงรวบรวมลูกน้อง 40 คน ออกเดินทางทันที
         
ระหว่างทางโป่เต่หวิ่งและเจ้าเสือวัน ได้พบกับขุนมหาต้างยาน ซึ่งกำลังเดินทางไปประชุมกับกิ๋นเมือง และโป่หม่อง หัวหน้าเผ่าว้า จึงได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน
         
ตามแผนของการประชุม ได้กำหนดนัดกัน ในวันเดือนเพ็ญเดือนพฤศจิกานยน 2502 เพื่อที่จะเข้ายึดเมืองต้างยาน ซึ่งเป็นชุมชนตลาดใหญ่พร้อมกัน แต่ยังไม่ทันถึงกำหนด เพียงขึ้น 12 ค่ำเท่านั้น ก็มีข่าวว่า กองทหารพม่าที่ประจำเมืองต้างยาน จะมามอบอาวุธให้แก่ขุนศึกโป่หม่อง หัวหน้าเผ่าว้า บนดอยหม่อ
          
แท้จริงแล้วเป็นอุบายของกองทหารพม่า ที่จะถือโอกาสนำอาวุธมามอบ เพื่อหาทางประชิดตัว โป่หม่อง แล้วสังหารเสีย
           
เมื่อทหารพม่าเห็นว่าเสียแผนแล้ว จึงถอยกลับเอาเชิงดูท่าทีต่อไป แต่แล้ว กองทัพพม่าก็ย้อนกลับมาอีกด้อยกำลัง 62 คน บุกหมู่บ้านดอยหม่อของเผ่าว้า อีกครั้งหนึ่ง จึงเกิดการรบติดพันกันอย่างดุเดือด
         
ความทราบถึงโป่เต่หวิ่ง จึงถือโอกาสที่กองทหารพม่ายกกำลังไปรบกับว้าอยู่นั้น ได้จัดกำลังจำนวนหนึ่งเข้ายึดกองบังคับการฐานที่มั่นของทหารพม่า โดยนำกำลังจากเมืองตอม ผ่านเมืองปาด มุ่งสู่ดอยป๋างพรา ในเวลาเที่ยงคืน จับคนงานของทหารพม่าไว้ทั้งหมด แล้วตั้งป้อมสู้รบกับทหารพม่าทันที
          
ขุนศึกโป่เต่หวิ่ง กระจายกำลังพวกกู้ชาติไตออกเป็น 2 พวก ยิงสู้กับพม่าบนดอยป๋างพราอย่างไม่ยอมท้อถอย ทหารพม่าเสียชีวิตไปมากมาย แผนการรบที่ขุนศึกโป่เต่หวิ่งนำไปใช้ในยุทธครั้งนี้ ใช้กลยุทธแบบจู่โจม ในขณะที่ทหารพม่ากำลังเผลอตัว เพราะแบ่งกำลังไปรบกับว้า โดยคาดไม่ถึงว่าจะถูกโจมตีตลบหลัง
          
ทหรพม่าไม่ยอมลดละ ขอกำลังเพิ่มเติมทางหน่วยวิทยุ ให้ทางกองทัพส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดด้วย
         
ขุนศึกโป่เต่หวิ่ง ซึ่งหลบอยู่ในที่กำบัง ได้ยิงเครื่องบินพม่าตกเสียหายยับเยิน 1 เครื่อง จากในการรบครั้งนี้ กองทหารรับจ้างของพม่า ซึ่งประกอบด้วยมูเซอ กะฉิ่น และกะเหรี่ยง ได้ถอยและถอนกำลังออกจากเมืองต้างยานหมด เพราะกำลังพลจำนวนมากมายของไต ได้รวมกำลังบุกเข้ามาทุกทางคอยสกัดกั้น และลอบยิงพวกทหารพม่า จนตั้งตัวไม่ติด บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เพราะคาดไม่ถึงว่า ชาวไตจะลุกฮือขึ้นต่อต้านกำลังของตน
          
วันนั้น เป็นวันที่หนาวเหน็บของฤดูหนาว เดือนสิบสองแรม 7 ค่ำ พ.ศ. 2502  เวลาค่ำ ขณะที่เจ้าหน่อเมียะ บิดาเจ้าเสือวัน ซึ่งเก็บตัวเงียบอยู่ที่บ้านต้างยานนั้น ก็มีผู้บังคับกองร้อยค่าย United Military of Burma ( U.M.B) ชื่อ ร.อ. จ่ามจ่อ กับผู้กำกับ ร.ต.อ เจ้าอุ่งแก้ว ไปพบและบอกว่า คณะกู้ชาติ ซึ่งเจ้าเสือวันบุตรชายของเจ้าหน่อเมียะเป็นผู้นำ จะเข้ายึดเมืองต้างยาน แล้วควบคุมตัวเจ้าหน่อเมียะไปกักขังไว้ในค่าย ( U.M.B) เมืองต้างยานทันที
          
พอวันรุ่งขึ้นซึ่งมืดไปด้วยหมอกหนาจัด ภายในเมืองต้างยานดังสนั่นหวั่นไหวไปด้วยเสียงปืนตามบริเวณค่ายทหารของพม่า มีทหารกู้ชาติไตล้อมไว้หมดแล้ว มีการยิงตอบโต้กันไม่ขาดระยะ ตั้งแต่ตี 4 ถึง 6 โมงเช้า
           
ต่อมา ทหารกู้ชาติไต จึงพากันเข้าล้อมค่าย U.M.B  เกิดยิงต่อสู้กันอีกครั้งหนึ่ง ร.อ. โป่จ่ามจอ จึงนำเอาโป่เมียะ ไปขังไว้ในคุก แล้วกลับมายิงต่อสู้อย่างหนักตลอดทั้งวัน
           
คืนนั้น เวลา 23.30 น. กลุ่มกำลังตรวจคนเข้าเมือง ที่รับศึกอยู่ที่เนินสถานีตำรวจ ได้พากันถอยลงมาอยู่ที่เนินค่ายทหาร U.M.B  ประชุมกันกับ ผ.บ.กองร้อย ร.อ. โป่จ่ามจ่อ ว่าจะถอยออก แล้วเขาก็ให้ทหารคนหนึ่งไปเรียกเจ้าหน่อเมียะ ที่ห้องขังบอกให้หนีไปพร้อมกันกับพวกเขา เนื่องจากพวกเขาไม่มีทางออก จึงจะให้เจ้าหน่อเมียะนำหน้าพวกเขาหนีออกไป เจ้าหน่อเมียะก็ว่า จะหนีไปด้วย แล้วขอตัวไปเอาผ้าห่มก่อน เพราะหนาวมาก ร.อ.โป่จ่ามจ่อ จึงให้ทหารคนหนึ่งนำเจ้าหน่อเมียะไปเอาผ้าห่มที่ห้องขังทันที ตอนที่ใกล้จะถึงห้องขัง มีความมือนิดหน่อย เจ้าหน่อเมียะ จึงอาศัยความมืดหนีออกจากที่คุมขังทันที ทหารคนนั้นก็ยิงสกัดกั้นไม่ให้หนี เจ้าหน่อเมียะก็เอาแต่วิ่งหนี ไม่ยอมฟังเสียงปืนแต่อย่างใด หวังจะให้ออกพ้นค่ายทหารพม่าอย่างเดียว
          
เมื่อวิ่งหนีออกมานอกรั่วค่าย ได้พบทหารกู้ชาติไตที่ล้อมอยู่ เจ้าหน่อเมียะจึงร้องบอกอย่างรีบร้อนว่า อย่ายิง ๆ ฉันเป็นพ่อของเจ้าเสือวัน แล้วถามว่า เสือวันอยู่ไหน ทหารตอบว่าเจ้าเสือวัน เป็นห่วงท่านมาก เขาจึงพาพวกเรามาโจมตีค่าย ตลอดทั้งวันยังไม่ได้กินข้าว เพิ่งออกไปหาข้าวกินที่บ้านดอยเมื่อสักครู่นี้เอง
           
เจ้าหน่อเมียะ จึงบอกแก่ทหารกู้ชาติว่า ไม่ต้องมาล้อมอยู่ที่นี่แล้ว ทหารพม่าพากันหนีไปหมดแล้ว รีบพาฉันไปพบเจ้าเสือวันโดยเร็ว เขาจึงพาเจ้าหน่อเมียะไปทันที เมื่อไปพบเจ้าเสือวัน เจ้าเสือวันก็รีบลุกมาต้อนรับบิดาด้วยความดีใจ จัดหาอาหารให้กินและทักทายถามเรื่องราวกัน เจ้าหน่อเมียะบอกลูกชายว่า ทหารพม่าพากันหนีออกไปแล้ว เจ้าเสือวันไม่เชื่อ บอกว่าพวกเราพากันล้อมไว้หมดแล้ว หนีไปไม่ได้หรอก เจ้าหน่อเมียะชวนไปดูที่ค่ายด้วยกัน
            
เมื่อไปถึงค่าย ก็พบว่า ทหารของคณะกู้ชาติไตเข้ายึดค่ายไว้หมดแล้ว สิ่งของในค่าย ก็ถูกคณะกู้ชาติไตยึดเอาไว้หมดสิ้น
            
จากนั้น เจ้าเสือวัน จึงออกคำสั่งให้ทหารกู้ชาติกลุ่มโป่ธัมมะ ผู้รับหน้าที่ด้านนั้นออกติดตามไล่จับทหารพม่ามาให้ได้ โป่ธัมมะก็ติดตามขับไล่ไปทันที ทหารพม่าต่างหนีกระจัดกระจายรวมกันไม่ติด ส่วนมากถูกจับมาเป็นเชลยที่ต้างยานด้วย
            
ฝ่ายกองกำลังของหน่วยตรวจคนเข้าเมืองพม่า ก็พากันหนีไปทางเมืองปาด ไปพบการกู้ชาติกลุ่มของโป่เต่หวิ่ง และโป่ก๋า ที่ตั้งกำลังปิดกั้นไว้ ณ ดอยป๋างพรา เลยถูกจับมาเป็นเชลยที่ต้างยานหมดสิ้น
            
ขณะที่ยึดได้เมืองต้างยานนี้ เจ้าเสือวันรวบรวมอาวุธที่ยึดได้ เป็นปืนจำนวนหลายร้อยกระบอก พร้อมด้วยอุปกรณ์การรบอีกมากมาย นับว่าเป็นเครื่องมือกู้ชาติของไต ให้เข้มแข็งขึ้นอีก

พม่าหันมาต่อสู้โดยใช้รถถังและเครื่องบิบขับไล่
          
อีกไม่กี่วัน เจ้าเสือวันก็มีคำสั่งให้ไปยึดเมืองก๋าวได้อีก และยึดอาวุธได้เป็นจำนวนไม่น้อย
           
วันเดียวกันนั้นเอง เวลา 20.00 น. เจ้าเสือวันก็ไปยึดค่ายพม่า ที่บ้านต้นฮุง (บ้านเกิดของขุนส่างต้นฮุง เจ้าฟ้าเมืองแสนหวี) และจับนายทหารพม่าสองคน ขณะกำลังจ่ายเงินเดือนให้แก่ทหารพม่าที่เวียงเงิน ยึดได้ทั้งอาวุธติตตัวและเงินเป็นจำนวนมาก
          
ฝ่าย ร.อ. โป่จ่ามจ่อ ผ.บ. กองร้อยค่ายต้างยาน ที่หนีรอดไปถึงเมืองไหย๋ ก็ได้ส่งวิทยุไปยัง บ.ก. ใหญ่ที่ล่าเสี้ยว กองพลที่ 2 ของมืองล่าเสี้ยว จึงจัดกองทัพกระก่อระคะ 12 กองทัพ 109 และ 107 กองทหารปืนใหญ่ 2 กองรถถัง กองทัพอากาศ เพื่อให้เข้าโจมตี กองทัพกู้ชาติไตต้างยานทันที
           
ขณะที่เจ้าเสือวันกับคณะได้เข้ายึดเมืองนั้น ที่เมืองล่าเสี้ยว พันเอกอูปัณฑิต๊ะเคอเสอ ได้ออกแถลงการณ์ประกาศเอกราชทันที คำแถลงการณ์ได้ส่งไปยังสถานทูตทุกประเทศทั่วโลก
            
กองทัพก่อระคะ 12   ได้ส่งตัวแทนมาเซ็นสัญญาร่วมรบ ร่วมกู้ชาติกับไตด้วย อีกประมาณ 3 วัน ร.ต.อ. เจ้าอุ้งแก้ว ผู้กำกับตำรวจสันติบาล ประจำล่าเสี้ยว ได้นำรถจิ๊บคันหนึ่ง พร้อมด้วยลูกน้องเต็มคันรถ มายังที่พักของ พ.อ. อูปัณฑิต๊ะเคอเสอ แล้วกระจายกำลังล้อมที่พักทัน
            
พ.อ. อูปัณฑิต๊ะ เคอเสอ รู้ตัวได้กระโดดจากชั้นที่ 2 ของที่พัก หลบหนีขึ้นภูเขาบ้านอาย มาพบกองกำลังของเจ้าเสือเลน และโป่หมอง ที่บ้านป๋างฮุง ซึ่งพวกเขากำลังจะลงไปยึดค่ายล่าเสี้ยวพอดี
           
รุ่งขึ้น มีคนส่งหนังสือแจ้งข่าวจากเมืองต้างยานว่า ให้ถอยก่อน พม่ายึดต้างยานคืนแล้ว จากนั้นจึงพากันถดยกลับไปยังเมืองมา เมืองตอม หนองแหลม ดอยหม่อ เมืองเลินต่อไป
            
ทางเมืองต้างยาน เครื่องบินพม่าที่ส่งมาจากล่าเสี้ยวบินมาทิ้งระเบิดที่ดอยป๋างพราอย่างหนักหน่วงตัวเมืองต้างยาน โดนทิ้งระเบิดตลอดเวลาตั้งแต่ 7 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเย็น เสียงระเบิดและเสียงปืนใหญ่ปืนเล็กดังไม่ขาดระยะ แม้แต่ครู่เดียว พม่าบังคับให้ทหารก่อระคะ นำหน้าเข้าสู้รบกับทหารกู้ชาติ ที่ดอยป๋างพราตลอดเวลา โดยไม่ยอมให้ถอยแม้แต่นิดเดียว ถ้าถอยก็ถูกทหารพม่ายิงทางด้านหลังตาย
             
ทหารก่อระคะคนหนึ่ง ที่ได้รับบาดเจ็บและนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเมืองไหย๋ บอกกับพยาบาลว่า ทหารก่อระคะ ลูกน้องของเขาถูกทหารยิงด้านหลังตายหลายสิบคน เขาเห็นแล้วเสียใจมาก
      
                                                  ขุนมหา

สงครามต้างยานโด่งดังไปทั่วโลก
            
ขณะที่คณะกู้ชาติหนุ่มศึกหาญ ยึดต้างยานได้ภายใน 15 วัน กองทัพพม่า ด้านตะวันออกสาละวิน เช่น เมืองบังแสง ก็วางอาวุธมอบตัวกับพ่อเฒ่าเมือง เมืองป๋างแสงหมด ค่ายพม่าที่เวียงเงินก็วางอาวุธให้แก่เจ้าหฟ้าเวียงเงินหมดเช่นกัน
              
ในช่วงนี้ รัฐบาลอูนุที่เข้ามาบริหารประเทศพม่าเป็นครั้งที่สอง ไม่สามารถปกปิด การปฏิบัติงานของคณะกู้ชาติไตได้ จึงประกาศทางวิทยุกระจายเสียงที่ร่างกุ้งว่า
            
“คณะกู้ชาติไตที่มี โป่เต่หวิ่ง โป่หม่อง เจ้าเสือวัน ขุนมหาต้างยานและจายเต็งเผ่ เป็นผู้นำ ได้เข้ายึดเมืองต้างยานไว้ได้เรียบร้อยแล้ว”
      
สถานีวิทยุ บี.บี.ซี. ลอนดอนก็ประกาศว่า ขณะนี้เมืองต้างยาน แสนหวีใต้ ได้ตกอยู่ในอำนาจของกองทัพกู้ชาติไตหมดแล้ว
           
ในขณะนั้นทั่วโลกก็รู้ว่า กองทัพกู้ชาติไต กำลังกอบกู้ชาติบ้านเมือง จากพม่าผู้รุกราน มิใช่กองคาราวานฝิ่น อย่างที่พม่าปรักปรำ แต่อย่างใดเลย
            
กองทัพก่อระคะ ที่รักษาเมืองล่าเสี้ยว ก็ถูกรัฐบาลพม่าสั่งย้ายไปที่อื่นหมด แล้วส่งกองทหารพม่าทั้งทัพบกและทัพอากาศไว้แทน กองรถถังก็หลั่งไหล มารักษาเมืองล่าเสี้ยวอย่างหนาแน่น
           
โป่เต่หวิ่ง กับพลพรรค ตั้งสกัดกั้นกองทหารพม่า อยู่ที่ดอยป๋างพรา สู้กันอย่างทรหดหลายวัน พอเดือนอ้าย พฤศจิกายน ขึ้น 4 ค่ำ พ.ศ. 2502 ก็พาพลพรรคของตนถอย เพราะกองกำลังพม่าส่งรถถัง ปืนใหญ่ และเครื่องบิน มาระดมยิงและทิ้งระเบิดตลอดทั้งวัน โป่เต่หวิ่ง ถอยมายังเมืองตอม แล้วนัดพบกับกองกำลังโป่หม่อง ที่เมืองเลิน เพื่อประชุมหัวหน้าทุกกลุ่มด้วย
            
เมื่อเจ้าเสือวัน ได้ทราบว่าค่ายป๋างพราแตกแล้วเช่นนั้น จึงจัดให้ทหารของโป่ล่ามโหมัง โป่แจ๊ด ไปก่อกวนซุ่มยิงทหารพม่า ที่สะพานน้ำหลองบ้านกาด ทหารกู้ชาตินำทหารไป 2 คันรถ มีทหาร 50 กว่าคน เมื่อไปถึงสะพานน้ำหลองบ้านกาดแล้ว ทหารพม่าได้มาถึงหัวสะพานก่อนแล้ว จึงเกิดการสู้รบกันอย่างหนัก ทหารพม่าล้มตายอยู่บนสะพานน้ำหลองคน  ส่วนทหารกู้ชาติไตพากันถอยกลับ
          
กองทหารพม่า นำรถถังยิงปืนใหญ่ขับไล่ตามไปถึงเมืองต้างยาน เครื่องบินก็ติดตามยิงด้วยปืนกลทางอากาศและทิ้งระเบิดขับไล่ทหารกู้ชาติตลอดทาง
            
ทหารพม่าเข้ายึดเมืองต้างยานกลับคืนอีกในวันนี้เอง ส่วนทหารกู้ชาติ ก็พากันถอยออกจากเมืองหมดสิ้น เสียงปืน เสียงระเบิด ที่ดังกึกก้องมาหลายวัน ก็พลันสงบลง
             
เสียงปืนที่ต้างยานสงบแล้ว แต่เสียงปืนทั่วราชอาณาจักรไตยังคงอยู่ จะดังจนกว่าทหารพม่าผู้รุกรานจะถอยกลับดินแดนของตน จนกว่าชาติไตจะได้เอกราชและอิสรภาพกลับคืนมา
        

                อู นุ อดีตนายกรัฐมนตรีสหภาพพม่า

       

Copyright (c) 2008. Taiyai.net.All rights reserved